7 อันดับ รถ HYBRID นวัตรกรรมใหม่จากทุกค่ายที่น่าสนใจในปี 2020

รถยนต์ไฮบริด HYBRID หรือ รถยนต์ประหยัดน้ำมันที่ใช้พลังงานไฟฟ้าเข้ามาช่วยอีกทาง ถือเป็นยานยนต์ทางเลือกที่ทั่วโลกให้ความสนใจ รวมถึงประเทศไทยที่พักหลังหลาย ๆ ผู้ผลิต เริ่มทยอยนำรถไฮบริดเข้ามาทดลองปล่อยลงตลาด ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้ขับขี่ไม่น้อยเลยทีเดียว

1. Toyota Altis Hybrid

Toyota Altis Hybrid ปล่อยรถไฮบริดมาถึง 3 รุ่นย่อยเลยทีเดียว สำหรับ Toyota Corolla Altis ที่เปิดตัวไปเมื่อปีที่แล้ว รถคอมแพกต์ยอดนิยมในบ้านเรา โดย Toyota ยังคงใช้ภาพลักษณ์ภายนอกที่เรียบง่าย ไม่หวือหวาเหมือนเดิม ส่วนขุมพลังเป็นเครื่องยนต์ไฮบริดเจอเนอเรชั่นที่ 4 ซึ่งช่วยลดการใช้พลังงานได้ 23.3 กิโลเมตร/ลิตร เมื่อผสานกับเครื่องเบนซิน 1.8 ลิตร ให้พละกำลังอยู่ที่ 122 แรงม้า
• Toyota Corolla Altis Hybrid ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 939,000 – 1,099,000 บาท

2. Honda Accord Hybrid

Honda Accord Hybrid เปิดตัวใหม่ช่วงกลางปีที่แล้วเช่นกัน สำหรับ All-new Honda Accord Hybrid รถยนต์ซีดานขนาดกลาง ซึ่งทาง Honda ได้ปรับดีไซน์ให้มีความสปอร์ตมากขึ้น มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว ให้กำลังรวมกันทั้งระบบ 215 แรงม้า
• Honda Accord Hybrid ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 1,639,000 – 1,799,000 บาท

3. Nissan Kicks e-POWER

Nissan Kicks e-POWER เป็น รถยนต์ SUV ขนาดเล็กตัวใหม่ของ Nissan ที่กำลังเปิดตัวในไทยเร็ว ๆ นี้ ซึ่งไฮไลต์อยู่ที่เครื่องยนต์ e-POWER อีกหนึ่งรูปแบบของไฮบริดที่เปลี่ยนน้ำมันเป็นพลังงานไฟฟ้า 100% แล้วเก็บสะสมไว้ที่แบตเตอรี่ ส่งผ่านไปยังมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 95 กิโลวัตต์เพื่อขับเคลื่อน ให้พลังได้ราว ๆ 122 แรงม้า ส่วนของราคาในประเทศไทยยังคงต้องรอกันต่อไป
• Nissan Kicks e-POWER ราคาเริ่มต้นของสหรัฐฯ อยู่ที่ประมาณ 620,000 – 700,000 บาท*

4. BMW 745Le xDrive M Sport

BMW 745Le xDrive M Sport รถยนต์ซีดานหรูรุ่นล่าสุดที่ประกอบในประเทศไทย แน่นอนว่ามาพร้อมกับเทคโนโลยีล้ำสมัยตามแบบฉบับ และระบบขับเคลื่อนปลั๊กอินไฮบริด (Plug-in Hybrid) ใหม่ ผนวกกำลังกับเครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบ ส่งมอบพลังได้สูงสุด 394 แรงม้า หากขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าสามารถทำความเร็วได้ถึง 140 กิโลเมตร/ชั่วโมง เดินทางได้ไกล 50-58 กิโลเมตรจากการทดสอบในต่างประเทศ
• BMW 745Le xDrive M Sport ราคา 6,439,000 บาท

5. Mercedes-Benz C 300 e AMG Dynamic

Mercedes-Benz C 300 e AMG Dynamic รถยนต์กลุ่ม EQ Power รุ่นประกอบในไทยและเปิดตัวเมื่อปีที่แล้ว ขุมพลังใช้เป็นเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 เสริมกำลังด้วยระบบปลั๊กอินไฮบริด ให้พลังสูงสุด 320 แรงม้า จุดที่โดดเด่นคือสามารถชาร์จแบตเตอรี่จากความจุ 10% จนเต็ม 100% ในระยะเวลาเพียง 1 ชั่วโมง 50 นาที เมื่อชาร์จด้วยเครื่องประจุไฟฟ้าวอลล์บอกซ์ของ Benz
• Mercedes-Benz C 300 e AMG Dynamic ราคา 3,215,000 บาท

6. Nissan X-trail

Nissan X-trail นับเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกของ รถยนต์ SUV ไฮบริด สำหรับ Nissan X-Trail ที่ออกมาสร้างความฮือในบ้านเราเมื่อต้นปีที่แล้ว กับดีไซน์ภายนอกใหม่ที่ดูทันสมัยขึ้น และเครื่องยนต์แบบไฮบริดขนาด 2.0 ลิตร พร้อมกำลังเสริมจากมอเตอร์ไฟฟ้าให้พลังรวมกันที่ 185 แรงม้า โดยตัวไฮบริดจะมีแค่ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อเท่านั้น
• Nissan X-trail 4WD Hybrid ราคาเริ่มต้นที่ 1,537,000 – 1,617,000 บาท

7. Toyota C-HR 2020

Toyota C-HR 2020 ครบรอบไมเนอร์เชนจ์ในปีนี้พอดี สำหรับ Toyota C-HR รถยนต์ซับคอมแพคท์ครอสโอเวอร์ที่ได้รับความนิยมในบ้านเรา ซึ่งทางยุโรปได้เผยโฉมออกมาแล้ว พร้อมวางวางเครื่องไฮบริดใหม่ 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 184 แรงม้า สำหรับประเทศไทยมีความเป็นไปได้ว่าเวอร์ชั่นไมเนอร์เชนจ์จะมาในอนาคตอันใกล้นี้ เพราะตลาดรถกลุ่มนี้ค่อนข้างคึกคัก แถมโฉมปัจจุบันมีรุ่นไฮบริดอยู่แล้วด้วย
• Toyota C-HR Hybrid ราคาเริ่มต้น 1,069,000 – 1,159,000 บาท (สำหรับโฉมปัจจุบัน)

 

7 อันดับสุดยอด รถที่แพงที่สุดแห่งปี 2020

อันดับที่ 7. Lamborghini Sian 3.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

รถระดับซูเปอร์คาร์รุ่นใหม่ล่าสุดจากค่ายกระทิงดุ Lamborghini Sian เปิดตัวครั้งแรกในงานแฟรงเฟิร์ต ออโตโชว์ปลายปี 2019 โดยเป็นรถยนต์รุ่นแรกของค่ายที่มากับเทคโนโลยีไฮบริด ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 63 คันเท่านั้น ตามเลขท้ายปีที่ก่อตั้งแบรนด์คือ 1963

Lamborghini Sian หัวใจบรรจุเครื่องยนต์แบบ V12สูบ ขนาด 6.5 ลิตร กำลังสูงสุด 819 แรงม้า (แรงที่สุดเท่าที่เคยสร้างรถมา) แรงบิดสูงสุด 720 นิวตันเมตร ผสานกำลังกับSupercapacitor 48V มอเตอร์ไฟฟ้ามีกำลัง34 แรงม้า ระบบเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด ขับเคลื่อนสี่ล้อ โครงสร้างตัวถังทำจากคาร์บนไฟเบอร์ทั้งคันและใช้เฟรมเป็นอลูมิเนียม อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลา 2.8 วินาที ความเร็วสูงสุดมากกว่า 350 กม./ชม.

อันดับที่ 6. Lamborghini Veneno 4.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

เพื่อเป็นการฉลองครบรอบ50ปีของแบรนด์ ในปี 2013 Lamborghini  Veneno รถสปอร์ตที่พัฒนาขึ้นเป็นพิเศษจากเวอร์ชั่นแข่งขันในสนามให้กลายมาเป็นรถที่สามารถวิ่งบนถนนและจดทะเบียนได้ตามกฎหมาย โดยอาศัยพื้นฐานจากรุ่น Aventador

เครื่องยนต์เป็นแบบ V12 สูบ ขนาด 6.5 ลิตร กำลังสุงสุด 750 แรงม้า ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด ขับเคลื่อนสี่ล้อ อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลา 2.8 วินาที ความเร็วสูงสุด 355 กม./ชม. โครงสร้างตัวถังทำจากคาร์บอนไฟเบอร์และวัสดุผสมพิเศษที่เป็นสิทธิบัตรเฉพาะของ Lamborghini โดย Lamborghini Veneno มี 2 เวอร์ชันคือคูเป้และโรดสเตอร์ ผลิตและจำหน่ายเพียง 3 คัน แน่นอนว่าขายหมดตั้งแต่เปิดตัว

อันดับที่ 5. Koenigsegg CCXR Trevita 4.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

แบรนด์รถระดับไฮเปอร์คาร์จากสวีเดน กับการเวอร์ชันพิเศษสุดด้วยเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดในยุคเมื่อแรกเปิดตัวปี 2008 ที่เรียกว่า The Koenigsegg Proprietary Diamond Weave ในการสร้างตัวถัง และด้วยความยากดังกล่าวทำให้รถรุ่นนี้มีผลิตขึ้นมาเพียง 2 คันเท่านั้น

เครื่องยนต์เป็นแบบV8 ขนาด 4.8 ลิตร ซูเปอร์ชาร์จ กำลังสูงสุด 1,018 แรงม้า แรงบิด 1080 นิวตันเมตร ส่งกำลังเป็นแบบพิเศษพร้อมลิมิเต็ดสลิป อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลา 2.9 วินาที ความเร็วสูงสุดเคลมไว้มากกว่า 410 กม./ชม. สำหรับหนึ่งในเจ้าของรถรุ่นนี้คือ ฟอร์ยเวลล์ เมเทอร์ จูเนียร์ นักมวยคนดัง

อันดับที่ 4. Maybach Exelero 8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

เวอร์ชันพิเศษตามโครงการ one-off ของDaimler-Chryler ในขณะนั้น(ปี 2004) สร้างขึ้นมาตามคำร้องขอของ Fulda ผู้ผลิตยางที่มีความสัมพันธ์อย่างยาวนานกับ Maybachเพื่อใช้ในการทดสอบยางสมรรถนะสูง โดยทีมวิศวกรของMercedes-Benz อาศัยโครงสร้างพื้นฐานจาก Maybach57 ในการพัฒนา Maybach Exelero

แม้พื้นฐานจะมาจากรุ่น 57 แต่ได้รับการพัฒนาเครื่องยนต์ใหม่เป็น 5.9 ลิตร(เดิม 5.6 ลิตร) เทอร์โบคู่ รีดกำลังสูงสุดได้ถึง 700 แรงม้า แรงบิด 1,000 นิวตันเมตร ความเร็วสูงสุดที่ทำได้มากกว่า 350 กม./ชม. จากการวิ่งทดสอบยางตามจุดมุ่งหมายในการสร้าง Maybach Exelero คันเดียวในโลกนี้ได้รับการยืนยันจากTopGearว่ามีการจำหน่ายในราคา 8 ล้านเหรียญโดยผู้ซื้อคือ Birdman แรพเปอร์ชื่อดัง

อันดับที่ 3. Bugatti Centodieci 8.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

อีกหนึ่งเวอร์ชันพิเศษจากBugatti แบรนด์รถหรูของฝรั่งเศส ที่เปิดตัวเมื่อต้นปี2020นี้ โดยสร้างขึ้นเพื่อฉลองการครบรอบ 110 ปีของตราสัญลักษณ์ Bugatti โดยหยิบเอาแนวคิดในการสร้างมาจากรุ่น EB110 ส่วนตัวรถอาศัยโครงสร้างพื้นฐานจากรุ่น Chiron มีกำหนดผลิตจำนวนจำกัดเพียง 10 คันเท่านั้น

Bugatti Centodieci ได้รับการปรับปรุงให้มีน้ำหนักรวมเบากว่า Chiron ราว 20 กิโลกรัม เครื่องยนต์ W16 สูบ วางกลาง ขนาด 8.0 ลิตร สี่เทอร์โบ กำลังสูงสุด 1,600 แรงม้า ขับเคลื่อน 4 ล้อ อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลา 2.4 วินาที ความเร็วสูงสุดถูกจำกัดไว้ที่ 380 กม./ชม. เหนืออื่นใดทั้ง 10 คันนั้นแม้จะมีราคาสูงมาก แต่มีว่าที่เจ้าของหมดเรียบร้อยแล้ว มีกำหนดส่งมอบภายใน2 ปี

อันดับที่ 2. Rolls-Royce Sweptail 12.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ครองตำแหน่งรถยนต์ที่แพงที่สุดหลังการเปิดตัวเมื่อปี 2017 กับโครงการ one-off ของรถแบรนด์หรูจากอังกฤษ โดยจุดเริ่มต้นมาจากลูกค้าที่ทรงคุณค่าหนึ่งคน เดินเข้ามาหาที่โรงงานแสดงความต้องอยากให้สร้างรถที่ความหรูหราพิเศษสุดอย่างไม่มีใครเหมือน

เวลาผ่านมา 4 ปีกับการทำงานร่วมกันระหว่างทีมวิศวกรและนักออกแบบของ Rolls-Royce กับลูกค้าคนดังกล่าว เราจึงได้เห็น Sweptail ออกมาตอบรับความต้องการนี้ ซึ่งแนวนิดในการสร้างมาจากเรือยอร์ช รายละเอียดส่วนใหญ่ค่อนข้างไม่เปิดเผย ฉะนั้นว่าหากคุณมีเงินมากพอ คุณสามารถที่จะเดินมาหา Rolls-Royce แล้วให้เขาสร้างรถอย่างที่คุณต้องการได้เหมือนเช่น Rolls-Royce Sweptail คันนี้

อันดับที่ 1. Bugatti La Voiture Noire 18.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

รถยนต์ที่แพงที่สุดในโลกเวลานี้ยังเป็นของแบรนด์จากฝรั่งเศส Bugatti La Voiture Noire ที่เปิดตัวเมื่อปี 2019 ที่อยู่ภายใต้โครงการ one-off โดยสร้างขึ้นเพื่อฉลองความสำเร็จในการออกแบบรถของBugatti โดยLa Voiture Noire ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบมาจากรุ่นType 57 SC Atlantic ที่ถือว่าเป็นตำนานรุ่นหนึ่งของ Bugatti

Bugatti La Voiture Noire อาศัยโครงสร้างพื้นฐานจากรุ่น Chiron แต่ได้รับการดีไซน์ตัวถังใหม่ทั้งหมด ขณะที่เครื่องยนต์ยังเหมือนเดิมโดยเป็นแบบ W16 สูบ วางกลาง ขนาด 8.0 ลิตร สี่เทอร์โบ กำลังสูงสุด 1,500 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 1,600 นิวตันเมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์ดูอัลคลัทช์ 7 สปีด ขับเคลื่อน 4 ล้อ

ผงชูรสทำให้เราอ้วนได้

ผงชูรสอาจเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เราอ้วนขึ้นได้ ทั้งเหตุผลทางตรง และทางอ้อม ผงชูรส มักเป็นเครื่องปรุงรสที่ไม่มีรสชาติที่ชัดเจน หากแต่เราใส่ลงไปในอาหารเพื่อให้ได้รสชาติ “กลมกล่อม” กล่าวคือ อาหารหลายๆ เมนูรสชาติดีขึ้นเมื่อมีผงชูรส โดยรสชาติกลมกล่อม หรือที่บางคนเรียกว่ารส “อูมามิ” เป็นรสชาติที่มาจากทั้งการทำอาหารตามธรรมชาติ น้ำซุบต้มกระดูกสัตว์ ผักบางชนิดที่ให้รสหวานอ่อนๆ เช่น หัวไชเท้า หรือจะเป็นผักอย่างเห็ดหอม สาหร่าย หรือจะเป็นการเติมรสกลมกล่อมด้วยการเติมผงชูรสสำเร็จรูปเป็นผงๆ

ผงชูรส ทำให้อ้วน

นักวิจัยพบว่าคนที่กินผงชูรสมากกว่า จะมีโอกาสที่น้ำหนักจะขึ้นง่ายกว่าคนที่ไม่กินผงชูรส

เหตุผลทางตรง คือ เมื่ออาหารอร่อย กลมกล่อมลิ้นมากขึ้น อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เรากินอาหารมากขึ้นกว่าเดิม จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เราอ้วนง่ายขึ้นได้

ส่วนเหตุผลทางอ้อม อาจมาจากการที่คนที่กินผงชูรสในปริมาณมาก อาจเข้าไปยับยั้งการทำงานของฮอร์โมนเลปติน ที่เป็นฮอร์โมนที่ควบคุมความหิว ดังนั้นจึงส่งผลให้เรากินอาหารมากขึ้นได้

นอกจากนี้ ในผงชูรสยังมีส่วนประกอบของโซเดียม ที่อาจทำให้ตัวบวมน้ำได้

นอกจากนี้ หมอผิง ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวพรรณและเวชศาสตร์ชะลอวัย โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท ยังระบุอีกว่า ผงชูรสยังเพิ่มการอักเสบระดับโมเลกุล ส่งเสริมการดื้อต่ออินซูลิน ซึ่งส่งผลต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในร่างกายด้วย

ผงชูรส อันตรายหรือไม่

อันที่จริงแล้ว ผงชูรสผลิตจากวัตถุดิบหลักจากธรรมชาติ ไม่ได้เป็นอันตรายอะไรกับร่างกายจากส่วนประกอบของผงชูรส แต่การกินผงชูรสในบางรายที่มีอาการแพ้ผงชูรส อาจก่อให้เกิดอาการแพ้ได้ ความรุนแรงของอาการที่เกิดขึ้น ขึ้นอยู่กับอาการของรายบุคคล อาการที่พบได้อาจจะมีตั้งแต่ หิวน้ำ ปากบวม ลิ้นบวม หายใจไม่ออก หากมีอาการหนักมาก เป็นคนที่มีประสาทสัมผัสไวต่อผงชูรสมาก หรือรับประทานในปริมาณมาก อาจมีอาการไปจนถึงใจเต้นแรง หรืออัมพาตชั่วคราวได้

อย่างไรก็ตาม หากไม่ได้เป็นคนที่มีอาการแพ้ผงชูรส การรับประทานผงชูรสเพียงเล็กน้อยปลายช้อนชาต่อ 1 มื้ออาหาร ไม่ได้เป็นอันตรายใดๆ ต่อร่างกาย ทางที่ดีควรลองสังเกตอาการของตัวเองดูว่ามีประสาทสัมผัสที่ไวต่อผงชูรสมากน้อยแค่ไหน เพราะในแต่ละคนไม่เท่ากัน

กินผงชูรสอย่างไรให้ปลอดภัย

หากจะปรุงอาหารทานเองที่บ้าน ก็ควรใส่ผงชูรสแค่ปลายๆ ช้อนชา ต่อการทานอาหาร 1 มื้อ หากเลือกปรุงอาหารประเภทน้ำซุป ควรใช้กระดูกสัตว์ในการต้มทำน้ำสต็อกแทนการใส่ผงชูรสมากๆ หากอาหารจานนั้นมีการปรุงรสที่ค่อนข้างจัดแล้ว ควรเลี่ยงในการใส่ผงชูรสซ้ำ เพราะในเครื่องปรุงบางส่วนก็มีส่วนผสมของผงชูรสอยู่แล้ว (หรือมีรสกลมกล่อมจากการหมักตามธรรมชาติ เช่น น้ำปลา) ส่วนการรับประทานอาหารนอกบ้าน ควรเลือกร้านที่สามารถแจ้งความประสงค์ขอลดการใส่ผงชูรสได้ หรือเลือกร้านที่เราเห็นขั้นตอนในการปรุงอาหาร และมั่นใจได้ว่าร้านนั้นๆ ไม่ใส่ผงชูรสมากเกินไป (มากกว่า 1 ช้อนชาต่อ 1 จาน)

 

ดื่มกาแฟตอนท้องว่างเกิดผลเสียได้

การดื่มกาแฟจะทำให้เราหายง่วงและตื่นพร้อมที่จะออกไปทำงาน แต่รู้หรือไม่ว่าการดื่มกาแฟในขณะที่เราท้องว่างอยู่นั้นอาจทำให้มีอาการผิดปกติกับร่างกายได้อย่างไม่น่าเชื่อ เพราะในกาแฟมีคาเฟอีนซึ่งมีฤทธิ์ต่อระบบประสาทและฮอร์โมน ซึ่งการดื่มกาแฟขณะที่ท้องว่างจะส่งผลเสียอย่างไรบ้างเรามาดูกันเลย

มีผลต่อการดูดซึมของแร่ธาตุ

คาเฟอีนจากกาแฟจะขัดขวางการดูดซึมของแคลเซียม สังกะสีและธาตุเหล็ก ดังนั้นการดื่มกาแฟจึงทำให้ร่างกายไม่ดูดซึมแคลเซียม และแร่ธาตุที่จะเข้ามาสู่ร่างกาย หรือดูดซึมน้อยมากจนทำให้ได้รับแร่ธาตุไม่เพียงพอ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อระบบต่างๆ ในร่างกายได้มากทีเดียว

ทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร

คาเฟอีนในกาแฟจะมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ หากดื่มในเวลาท้องว่างจะทำให้ระคายเคือง อีกทั้งในกาแฟจะมีตัวกระตุ้นให้เกิดการสร้างน้ำย่อยในร่างกาย ดังนั้นการดื่มกาแฟตอนเช้าขณะที่ท้องว่างอยู่ จึงทำให้เกิดการระคายเคืองและเป็นแผลในกระเพาะอาหารได้ง่าย

มีอาการใจสั่น

คาเฟอีนที่มีอยู่ในกาแฟ ถือว่าเป็นสารเสพติดชนิดหนึ่ง ซึ่งจะช่วยในการกระตุ้นการทำงานของสมองและระบบประสาท ทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น โดยหากได้รับคาเฟอีนในปริมาณที่มากเกิน จะทำให้ใจสั่น กระวนกระวาย และไม่มีสมาธิได้นั่นเอง

ความอยากอาหารลดลง

การดื่มกาแฟขณะท้องว่าง จะทำให้มื้อถัดไปรู้สึกไม่หิว ไม่อยากทานอะไรเลย และเมื่อเป็นแบบนี้จะทำให้ร่างกายของเรานำพลังงานมาใช้ได้น้อย และทำให้ร่างกายเข้าสู่โหมดขาดสารอาหาร ซึ่งผลกระทบที่ตามมาก็คือ ร่างกายอ่อนแอ ป่วยง่าย และระบบการเผาผลาญแย่ลง

ทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น

การดื่มกาแฟในตอนเช้าอาจทำให้เรารู้สึกอิ่ม  แต่การดื่มในปริมาณที่เพิ่มขึ้นทุกวัน ย่อมเสี่ยงต่อการทำให้น้ำหนักเพิ่มได้ เนื่องจากในกาแฟมีส่วนผสมของนม น้ำตาลและครีมเทียมในปริมาณมาก

เสี่ยงโรคกระดูกพรุน

คาเฟอีน มีส่วนช่วยในกระตุ้นการขับปัสสาวะ แต่การดื่มกาแฟตอนท้องว่างจะทำให้เกิดการปัสสาวะบ่อย และเมื่อดื่มติดต่อกันเป็นเวลานานย่อมทำให้ร่างกายสูญเสียแคลเซียมไปกับปัสสาวะในปริมาณมาก และเข้าสู่ภาวะการเกิดโรคกระดูกพรุนได้

อย่างไรก็ตาม การดื่มกาแฟตอนเช้าของคนทำงาน อาจเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น หากต้องการดื่มก็ควรดื่มในปริมาณที่พอดี ไม่ดื่นจนเยอะเกินไปและควรเลือกดื่มเป็นกาแฟดำโดยไม่ต้องเติมน้ำตาลหรือใช้สารเพิ่มความหวานแทนน้ำตาล เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคอ้วนและผลกระทบอื่นๆ ที่ตามมาภายหลังนั่นเอง

 

สาเหตุที่ทำให้ผู้ชายหัวล้าน

ผมร่วงเป็นปัญหาหนึ่งที่ทำให้หัวล้าน ซึ่งอาการหัวล้านมักทำให้สูญเสียบุคลิกภาพ ขาดความมั่นใจ และวิตกกังวล บางคนถึงกับมีความเครียดร่วมด้วย แต่การที่ผมร่วงก็ถือเป็นเรื่องปกติ เพราะโดยปกติผมคนเราจะร่วงทุกวัน แต่ทั้งนี้จะต้องไม่เกินวันละ 30 – 50 เส้น ถ้ามากกว่านั้นถือว่าผิดปกติแล้วนั่นเอง เพราะฉะนั้น วันนี้เราเลยจะมาเตือนให้ระวังกับ สาเหตุนี้ที่อาจทำให้คุณหัวล้านมากขึ้นอีกได้

1.ภาวะความเครียด

ความเครียดถือเป็นสาเหตุหลักของผมร่วง เพราะเมื่อเครียดร่างกายก็จะส่งผลโดยตรงกับฮอร์โมนในร่างกาย ทำให้เกิดความผิดปกติจนทำให้ผมร่วง พอมารู้ตัวอีกทีผมก็บางมากแล้วโดยเฉพาะกลางกระหม่อมหรือด้านหน้า การปล่อยวางจิตใจไม่ให้เครียดจนเกินไป ย่อมช่วยป้องกันไม่ให้อาการผมร่วงทวีความรุนแรงหนักขึ้นได้

2.ใช้สารเคมีกับเส้นผมเป็นประจำ

หนุ่มๆ คนไหนที่ชื่นชอบการทำผมเป็นชีวิตจิตใจ ไม่ว่าจะเป็นการดัด ยืด หรือทำสีผม ควรระวังไว้เลยว่าคุณกำลังเสี่ยงที่จะมีโอกาสหัวล้านได้มากกว่าคนที่ไม่ค่อยใช้สารเคมีกับผมเลย เพราะคนที่ใช้สารเคมีกับผมบ่อยๆ หนังศีรษะจะได้รับสารเคมีโดยตรง ทำให้สารเคมีซึมเข้าไปทำรายเส้นผมลึกถึงโคนผม ทำให้มีอาการคันและผมร่วงตามมา ดังนั้น ควรหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีหรือควรทิ้งระยะห่าง เพื่อให้หนังศีรษะได้ฟื้นฟูและพักบ้าง หัวก็จะไม่ล้านอย่างที่กังวลอีกต่อไป

3.เชื้อราบนหนังศีรษะ

เชื้อราเป็นอีกสาเหตุหลักที่ทำให้หัวล้าน โดยเกิดจากหนังศีรษะสกปรกและอับชื้น โดยเฉพาะการที่สระผมแล้วไม่รอให้ผมแห้งสนิทก่อนค่อยนอน หรือการใช้หวีที่เปียกชื้น การใช้หมวกคลุมผมเปียก หรือแม้กระทั่งปลอกหมอนที่มีความอับชื้นก็สามารถทำให้เกิดเชื้อราบนหนังศีรษะได้ ดังนั้น หนุ่มๆ จึงควรหมั่นดูแลรักษาความสะอาดของอุปกรณ์ต่างๆ ทุกครั้ง และอย่าปล่อยให้หัวเปียกชื้นนาน เท่านี้ก็บอกลาเชื้อราบนหัวไปได้เลย

4.พฤติกรรมการกิน

พฤติกรรมการกินก็ส่งผลทำให้ผมร่วงได้เช่นกัน ดังนั้น จึงควรกินอาหารที่มีธาตุเหล็กเยอะ เพราะธาตุเหล็กจะช่วยฟื้นฟู หนังศีรษะและเส้นผมให้แข็งแรงขึ้น อาหารที่ให้ธาตุเหล็กเยอะๆ เป็นอาหารจำพวกผักใบเขียว ไข่แดง ปลา และธัญพืช เป็นต้น นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ใส่ผงชูรสเยอะหรืออาหารที่มีรสชาติเค็มจัด หรือไขมันสูงด้วยจะดีที่สุด

5.รัดผมแน่นตึงเป็นประจำ

หนุ่มๆ ที่ไว้ผมยาวและชอบรัดผมแน่นตึงมากๆ ควรรีบเปลี่ยนพฤติกรรมด่วน เพราะการที่มัดผมรวบตึงจนเกินไปย่อมทำให้รากผมนำอาหารไปเลี้ยงปลายผมได้ไม่เพียงพอ ทำให้เส้นผมอ่อนแอลง เป็นสาเหตุให้ผมร่วง หรือเวลาเหงื่อออก หนังศีรษะไม่ได้รับการระบายอากาศ ก็จะเกิดความอับชื้นจนทำให้เกิดเชื้อราขึ้นได้เช่นกัน

นี่ก็คือ สาเหตุของที่ทำให้ผมร่วงจนเกิดปัญหาผมบางหรือหัวล้านตามมา หนุ่มๆ คนไหนไม่อยากหมดความมั่นใจกับปัญหาดังกล่าว ลองพยายามปรับเปลี่ยนพฤติกรรมกันใหม่ จะได้หลีกเลี่ยงปัจจัยในการทำให้ผมร่วง ผมบางได้นั่นเอง

 

สัญญาณเตือนว่าควรลดน้ำหนักได้แล้ว

สำหรับผู้น้ำหนักเพิ่มขึ้นจนไม่ทันตั้งตัว และเมื่อใดที่คุณต้องเผชิญกับสัญญาณเตือนจากร่างกายเหล่านี้ คุณไม่ควรนิ่งนอนใจ เพราะจะเป็นการบ่งบอกว่าคุณควรจะลดน้ำหนักลงได้แล้วก่อนที่สุขภาพจะพังจนอาจกลับมาแข็งแรงอีกครั้งไม่ได้ ซึ่งสัญญาณเตือนจากร่างกายที่คุณไม่ควรมองข้าม คือ

1.อึดอัดจนหายใจไม่คล่อง

เมื่อใดที่คุณเพลิดเพลินกับการกินอาหารแล้วรู้สึกร่างกายเริ่มหายใจไม่คล่อง มีความรู้สึกอึดอัด แน่นท้องและหน้าอก คุณควรหยุดการกินของตัวเองทันทีและเริ่มใช้วิธีการลดน้ำหนักแบบค่อยเป็นค่อยไป พร้อมลดและหลีกเลี่ยงอาหารทำลายสุขภาพให้มากที่สุด ปรับเปลี่ยนสู่อาหารใหม่ที่ปลอดภัยกว่าเดิม ซึ่งความอึดอัดนี้ไม่ได้บ่งบอกแค่เรื่องทานอาหารมากเกินไปเท่านั้น แต่ยังเป็นการเตือนว่าคุณอาจเสี่ยงต่อโรคเลือดหลอดตีบอีกด้วย

2.มีอาการกรนขณะหลับ

ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย ถ้าเริ่มมีอาการกรนในช่วงเวลากลางคืน พร้อมพัฒนาเสียงกรนที่ดังมากขึ้นเรื่อย ๆ จะถือว่าเป็นสัญญาณการบ่งบอกจากร่างกายว่ามีไขมันสะสมที่บริเวณรอบทางเดินหายใจที่เพิ่มมากขึ้น จนทำให้ช่องทางเดินอากาศแคบลง การหายใจในช่วงนอนจึงมีความยากลำบาก ส่งผลให้เกิดเป็นเสียงกรนที่เป็นสัญญาณเตือนอันน่ากลัวว่าคุณกำลังเสี่ยงต่อภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน

3.ปวดเมื่อยร่างกายบ่อยครั้ง

เมื่อน้ำหนักเพิ่มสูงขึ้นย่อมตามมาด้วยอาการเจ็บและปวดกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะในผู้ที่ไม่เคยออกกำลังกายเลย จะมีอาการเนื้อช้ำหรือผิวเกิดร่องรอยการช้ำขึ้นมาเอง รวมไปถึงอาการปวดกระดูกตามส่วนต่าง ๆ ไม่ว่าจะช่วงหลัง, สะโพก, เข่า และส่วนที่รองรับน้ำหนัก อาการปวดนี้จะพัฒนาไปเรื่อย ๆ และจะรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันของคุณได้มากเลยทีเดียว

4.หิวเร็วผิดปกติ

ถ้าคุณรู้สึกว่าตัวเองกินเท่าไหร่ก็ไม่อิ่มหรือกินจนพุงกางแล้วแต่ยังคงหิวเร็วและกินได้ตลอดเวลา จะถือว่าเป็นอีกหนึ่งสัญญาณเตือนจากร่างกายที่ทำให้คุณได้รู้ว่าอาหารที่กินเข้าไปนั้นเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ให้สารอาหารที่ไม่เพียงพอ ร่างกายจึงหิวโหยอยู่ตลอดเวลา ยิ่งกินมากเท่าไหร่ก็ได้แต่เพิ่มน้ำหนักขึ้นมากเท่านั้น แต่กลับไม่ช่วยให้ประโยชน์ใด ๆ ต่อร่างกายเลยแม้แต่น้อย

5.เจ็บหน้าอก

อาการเจ็บหน้าอกถือเป็นสัญญาณเตือนขั้นสุดของร่างกาย ที่จะบ่งบอกให้คุณได้รู้ว่าคุณอาจเสี่ยงต่อภาวะเส้นเลือดหัวใจอุดตัน รวมไปถึงอัตราการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติไปจากเดิมหรือบางคนอาจแทบไม่เคยได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองเลยแม้แต่น้อย มาพร้อมกับความรู้สึกเจ็บปวดที่หน้าอกซ้ายช่วงเวลานอนอยู่เสมอ ดังนั้นคุณจึงไม่ควรมองข้ามปัญหานี้และรีบพบแพทย์ให้เร็วที่สุด

ถ้าคุณเริ่มได้รับทั้ง สัญญาณเตือนนี้จากร่างกาย สิ่งที่คุณควรทำคือการปรับเปลี่ยนวิธีการรับประทานอาหาร การใช้ชีวิต และการออกกำลังกายใหม่ทั้งหมด เพื่อฟื้นฟูร่างกายให้กลับมาแข็งแรงอีกครั้ง พร้อมทำให้น้ำหนักอยู่ตัวอย่างยั่งยืน เพื่อป้องกันการเกิดโรคร้ายต่างๆ ที่จะตามมาในอนาคต

 

สายพันธุ์แมวสำหรับคนเป็นภูมิแพ้

การเป็นโรคภูมิแพ้ หรือการแพ้ขนแมว เพราะสำหรับทาสแมวแล้ว คงไม่มีอะไรดีไปกว่าการได้อุ้ม ได้กอด ได้หอ แต่มีอีกทาง เพราะถึงแม้จะไม่มีแมวพันธุ์ไหนที่เลี้ยงได้ ไม่ทำให้แพ้เลย 100% แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีแมวพันธุ์ไหนที่เหมาะสำหรับผู้เป็นภูมิแพ้เลย ซึ่งในวันนี้ก่อนอื่นลองมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับการแพ้ขนแมวกันสักนิดดีกว่า

ทำไมคนเราถึงแพ้ขนแมว

สิ่งสำคัญที่คนเป็นภูมิแพ้ หรือคนแพ้ขนแมวควรรู้ คือ ความจริงแล้วเราไม่ได้แพ้ขนแมว แต่แพ้น้ำลายแมวต่างหาก เนื่องจากในน้ำลายมีสารก่อภูมิแพ้ชื่อว่า โปรตีน Fel d 1 ปะปนอยู่ ซึ่งโปรตีนชนิดนี้มักจะแพร่กระจายสู่ขนแมวผ่านการเลีย และเมื่อคนสัมผัสแมว หรือแมวผลัดขน ก็ทำให้โปรตีนนั้นรายล้อมรอบตัวเรา จนทำให้เกิดอาการแพ้นั่นเอง

แมวที่ไม่มีขน คือ แมวที่ไม่มีสารก่อภูมิแพ้ใช่ไหม

คำตอบคือ ม่ใช่ เพราะอย่างที่บอกไปแล้วว่า คนเราแพ้น้ำลายแมว ไม่ใช่ขนแมว ฉะนั้นการที่แมวไม่มีขน จึงไม่เกี่ยวข้องกันเลย เนื่องจากแมวทุกตัวยังผลิตโปรตีน Fel d 1 ทางน้ำลายได้อยู่ อย่างไรก็ตามเนื่องจากคนเรามักได้รับเชื้อโปรตีนที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้จากขน (เพราะแมวเลียขน ไม่ได้เลียเรา) ดังนั้นเมื่อแมวไม่มีขนแล้ว ก็เลยทำให้ความเสี่ยงที่จะเกิดอาการแพ้ลดลงไปด้วย จึงเกิดเป็นที่มาของสายพันธุ์แมวที่เหมาะกับผู้เป็นภูมิแพ้นั่นเอง ว่าแต่จะมีแมวพันธุ์ไหน ลักษณะเป็นอย่างไร ต้องดูแลอะไรบ้าง อย่ามัวรอช้าตามมาดูกันได้เลยค่ะ

สายพันธุ์แมวสำหรับคนเป็นภูมิแพ้

1. แมวสฟิงซ์

สฟิงซ์ (Sphynx) เป็นแมวที่เหมาะกับคนเป็นภูมิแพ้ หรือคนแพ้ขนแมวมากที่สุด เนื่องจากร่างกายแทบจะไม่มีขนเลย จึงช่วยลดการเกาะของสารก่อภูมิแพ้ หรือโปรตีน Fel d 1 ลงได้ โดยแมวสฟิงซ์มีต้นกำเนิดมาจากประเทศแคนาดา ตั้งแต่สมัยทศวรรษที่ 1960 เป็นแมวขนาดกลาง อายุเฉลี่ย 15-20 ปี นิสัยดี ขี้อ้อน ขี้หนาว ฉลาด ร่าเริง ติดเจ้าของ เข้ากับคน เด็ก และสัตว์เลี้ยงตัวอื่นได้ดี เหมาะกับการเลี้ยงในบ้าน และแม้จะไม่ค่อยมีขน หรือขนบางและสั้นมาก แต่ก็ยังต้องการการแปรงขนเป็นประจำเหมือนกันนะ

2. แมวไซบีเรียน

แม้ว่า ไซบีเรียน (Siberian) จะมีขนหนาถึงสองชั้น ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดอาการแพ้ได้ง่าย แต่ต้องบอกเลยว่าเป็นแมวที่เหมาะกับคนแพ้ขนอีกหนึ่งสายพันธุ์ เพราะปัจจุบันมีการตรวจพบแล้วว่า ขนของมันมีโปรตีนที่เกิดจากน้ำลาย หรือ Fel d 1 ต่ำมาก ซึ่งอย่างที่บอกไปแล้วว่า สิ่งที่ทำให้คนเกิดอาการแพ้ก็มาจากโปรตีนชนิดนี้ ฉะนั้นเมื่อมีอยู่น้อย ก็ทำให้เสี่ยงแพ้น้อยนั่นเอง โดยแมวไซบีเรียน เป็นแมวธรรมชาติสายพันธุ์เก่าแก่ ปรากฏตัวครั้งแรกในยุค 1870 ต้นกำเนิดมาจากประเทศรัสเซีย เป็นแมวขนาดกลางถึงใหญ่ ขนยาว ทนหนาวได้ดี นิสัยฉลาด ร่าเริง ขี้เล่น ขี้อ้อน ชอบอยู่เป็นคู่ ชอบกระโดดขึ้นที่สูง และแม้จะเข้าสังคมไม่เก่ง แต่ก็เป็นมิตรกับเด็กและสัตว์เลี้ยงตัวอื่นอยู่พอสมควรเลย

3. แมวคอร์นิช เรกซ์

นอกจากการไม่มีขนชั้นนอก หรือขนชั้นบน จะช่วยให้ คอร์นิช เรกซ์ มีขนที่นุ่มและโดดเด่นแล้ว ยังทำให้มีโอกาสหลุดร่วงน้อย จนเหมาะกับคนเป็นภูมิแพ้หรือคนที่แพ้ขนอีกด้วย ไม่เพียงเท่านั้น แต่ขนของมันยังคล้ายกับขนของพูเดิล ที่มีสารก่อภูมิแพ้น้อย และไม่ต้องดูแลมากอีกต่างหาก งานนี้จึงทำให้เหมียวพันธุ์นี้กลายเป็นแมวที่เหมาะกับคนแพ้ง่ายสุด ๆ โดยแมวคอร์นิช เรกซ์ มีต้นกำเนิดมาจากประเทศอังกฤษ ตั้งแต่ยุค 50 ลักษณะเด่น คือ ผิวย่น ๆ ขนสั้นกุดเป็นหย่อม ๆ แต่ก็มีเสน่ห์ชวนมองไม่เบา ส่วนลักษณะนิสัยร่าเริง ขี้เล่น อยากรู้อยากเห็น และชอบเป็นจุดสนใจ หากใครคิดจะเลี้ยงไว้ติดบ้าน ก็ควรมีเวลาเล่นกับมันเป็นประจำด้วย

4. แมวเดวอน เร็กซ์

คล้ายกันกับ คอร์นิช เรกซ์ คือ เดวอน เร็กซ์มีขนชั้นเดียว แถมยังเป็นขนที่สั้นและหยิกด้วย จึงทำให้มีโอกาสหลุดร่วงน้อย ผลัดขนต่ำ ส่งผลให้แพร่กระจายสารก่อภูมิแพ้ให้กับผู้เลี้ยงได้ยาก โดยแมวเดวอน เร็กซ์ มีต้นกำเนิดมาจากประเทศอังกฤษ เป็นแมวขนาดกลาง หนักประมาณ 8 ปอนด์ อายุเฉลี่ยประมาณ 9-13 ปี หัวใหญ่ ทรงสามเหลี่ยม ดวงตากลมโต จมูกงุ้ม หูกาง มองดูคล้ายเอลฟ์ ขนสั้นเป็นลอน หลากสี หลายขนาด และเปราะบางมาก บางตัวก็ไม่มีขน ฉะนั้นห้ามแปรงขนเด็ดขาด ส่วนนิสัยขี้เล่น กระตือรือร้น พลังงานเยอะ ชอบกิน ชอบให้คนสนใจ แถมยังชอบกระโดดโลดเต้นหรือปีนป่ายด้วย

5. แมวรัสเซียน บลู

รัสเซียน บลู (Russian Blue) เป็นอีกหนึ่งสายพันธุ์ที่ไม่มีการผลัดขน หรือขนหลุดร่วงหลุดน้อย จึงช่วยลดโอกาสเสี่ยงที่จะทำให้ผู้เลี้ยงเกิดอาการแพ้ได้มาก โดยแมวรัสเซียน บลู คาดกันว่ามีต้นกำเนิดมาจากทางตอนเหนือของประเทศรัสเซีย ถือเป็นแมวชนชั้นสูงเพราะถูกเลี้ยงโดยเชื้อพระวงศ์ ลักษณะเด่น คือ เป็นแมวพันธุ์ใหญ่ ตากลมโต หัวแบนกว้าง ลำตัวยาวเรียว ขนสั้น อ่อน หนา นุ่ม สีเทาเงินล้วน ไร้รอยด่างใด ๆ นิสัยสุภาพ เรียบร้อย น่ารัก ขี้อ้อน ขี้เล่น แต่ก็ขี้อาย ที่สำคัญฉลาด สามารถเข้ากับเด็กและสัตว์เลี้ยงตัวอื่นได้ดี นอกจากนี้ยังดูแลไม่ยาก แค่แปรงขนสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ก็เพียงพอแล้ว

6. แมวบาลีนิส

เนื่องจากบาลีนิส เป็นแมวที่ผลิตโปรตีน Fel d 1 ออกมาน้อยมากเมื่อเทียบกับสายพันธุ์อื่น ดังนั้นจึงกลายเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่เป็นภูมิแพ้ หรือผู้ที่แพ้ขนสัตว์ โดยแมวบาลีนิส หรือแมวบาหลี เป็นแมวที่กลายพันธุ์มาจากแมวสยาม พบครั้งแรกในอเมริกา ได้ชื่อมาจากท่าทางการเดินที่เหมือนการร่ายรำในวัดของชาวบาหลี ลักษณะเป็นแมวขนาดกลาง หนักประมาณ 8-12 กิโลกรัม อายุเฉลี่ยประมาณ 8-10 ปี หัวเป็นทรงสามเหลี่ยม หูกาง มีสีเด่นที่หน้าและหู ลำตัวยาว เพรียว กระดูกบาง แต่ไม่เปราะหักง่าย ขนยาวตรง หลากสี หลายลาย ผลัดขนบ่อย นิสัยน่ารัก มีชีวิตชีวา กระตือรือร้น พลังงานเยอะ ชอบปีนป่ายและกระโดดขึ้นที่สูง

แม้ว่าแมวเหล่านี้จะเลี้ยงได้ ไม่ทำให้แพ้ง่าย แต่ถึงอย่างไรผู้ที่เป็นภูมิแพ้ก็ต้องระวังเอาไว้สักหน่อย ทางที่ดีพยายามอย่าโดนน้ำลายแมวจะดีที่สุด จะได้ช่วยให้การเป็นทาสสมบูรณ์แบบ แฮปปี้ ไม่มีปัญหากวนใจนั่นเอง

 

วิธีกำจัดไรฝุ่นในห้องนอน 

หลายคนคงอาจจะแพ้ฝุ่นเพราะไรฝุ่นมีขนาดเล็กจนมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ทมำให้คนไม่เห็นสาเหตุของอาการแพ้ แต่ไรตัวเล็กๆ เหล่านี้ ทำให้คนเราเจ็บป่วยได้ วันนี้เราจะพาไปดูวิธีการกำจัดไรฝุ่นในห้องนอนกัน

ไรฝุ่นคืออะไร เกิดจากอะไร

ไรฝุ่น Dust Mites เป็นไรอีกหนึ่งชนิดนอกเหนือจากพวกไรนกหรือไรหนู มีลักษณะเป็นไรตัวเล็ก 8 ขา ขนาด 0.3 มิลลิเมตร ชอบความชื้นและชอบเกาะอยู่ตามใยผ้าหรือฝุ่นบ้าน เช่น พรม ที่นอน ตุ๊กตา เพื่อกินเศษผิวหนังหรือรังแคของคน โดยไม่กัด ไม่ต่อย และไม่ดูดเลือด ทว่าตัวไรฝุ่น รวมถึงมูลของไรฝุ่น เป็นโปรตีนที่เป็นสารก่อภูมิแพ้ จึงทำให้บางคนมีอาการคัน ระคายเคือง หรือโรคภูมิแพ้และโรคหอบหืดกำเริบได้

อย่างไรก็ตาม ไรฝุ่นเป็นสิ่งที่มีอยู่ทั่วไป จึงไม่ต้องกังวลมากเกินเหตุ เพียงแค่หมั่นดูแลรักษาความสะอาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่เป็นภูมิแพ้ รวมถึงพยายามหาทางป้องกันหรือหลีกเลี่ยงง่าย ๆ เช่น เลือกใช้ผ้ากันไรฝุ่นแทน หรือใช้ผ้าเปียกเช็ดฝุ่นเสมอ ก็เพียงพอแล้ว

วิธีกำจัดไรฝุ่น

ถึงแม้ว่าไรฝุ่นจะทำให้เกิดภูมิแพ้หรือหอบหืดได้ แถมยังมีขนาดเล็กจนไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า แต่เราก็สามารถกำจัดไรฝุ่นและมูลของไรฝุ่นเหล่านี้ได้ไม่ยาก ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้

  1. หมั่นซักเครื่องนอน

การซักผ้าอาจจะไม่ได้ทำให้ไรฝุ่นตายซะทีเดียว แต่ก็ช่วยกำจัดไรตัวเล็ก ๆ เหล่านี้ออกจากเส้นใยได้ ทั้งยังช่วยกำจัดมูลของไรฝุ่นได้มากถึง 98% เลยด้วย ดังนั้น คำแนะนำในการกำจัดไรฝุ่นยอดนิยมก็คือการนำไปซักบ่อย ๆ นั่นเอง โดยสามารถแบ่งออกตามประเภท ดังนี้

ผ้าปูที่นอน ผ้าห่ม : ควรซักผ้าปูที่นอนในน้ำร้อนอุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 15-30 นาที ทุก ๆ 2 สัปดาห์ ส่วนคนที่เป็นภูมิแพ้หรือหอบหืด ควรซักผ้าปูที่นอนในน้ำร้อนอุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส เป็นประจำอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง แต่ถ้าหากซักด้วยน้ำเย็น หลังจากซักเสร็จควรอบผ้าด้วยเครื่องอบร้อนอุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส เป็นเวลาอย่างน้อย 10 นาที เพื่อช่วยกำจัดสารก่อภูมิแพ้จากไรฝุ่นอย่างมีประสิทธิภาพ

ปลอกหมอน : วิธีทำความสะอาดคล้าย ๆ กับผ้าปูที่นอนและผ้าห่ม คือ คนทั่วไปควรซักปลอกหมอนในน้ำร้อนอุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 15-30 นาที ทุก ๆ 2 สัปดาห์ ทว่าสำหรับคนที่เป็นภูมิแพ้หรือหอบหืด ควรเปลี่ยนปลอกหมอนวันเว้นวันจะดีที่สุด เนื่องจากเป็นสิ่งที่สัมผัสกับใบหน้าโดยตรง

ที่นอน หมอน และฟูก : ที่นอน หมอน และฟูก ก็ถือเป็นอีกหนึ่งแหล่งสะสมไรฝุ่นชั้นดี ที่สำคัญทำความสะอาดยาก เพราะไม่สามารถถอดซักได้เหมือนกับปลอกหุ้ม จึงต้องเปลี่ยนมาใช้เครื่องกำจัดไรฝุ่น หรือเครื่องดูดฝุ่น ที่มีคุณสมบัติกำจัดไรฝุ่น เพื่อดูดฆ่าไรตัวเล็กและแบคทีเรียออกไปแทน

ผ้าขนหนู : ใช้งานผ้าขนหนูเสร็จเมื่อไรต้องรีบตากผึ่งไว้ให้แห้งเสมอ และที่สำคัญควรหมั่นนำไปซักหลังจากใช้งาน 2-3 ครั้งด้วย เพื่อช่วยกำจัดและป้องกันการเกิดไรฝุ่นอย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง

ตุ๊กตา : ตุ๊กตาต่าง ๆ ของเด็ก ๆ ก็มีไรฝุ่นสะสมอยู่ได้ง่ายเช่นกัน ฉะนั้นผู้ปกครองจึงควรเลือกซื้อชนิดที่ซักได้ ซักง่าย แล้วก็ทำความสะอาดสม่ำเสมอ พร้อมทั้งตากแดดให้แห้งเป็นประจำ เพื่อช่วยลดและฆ่าไรฝุ่นที่สะสมอยู่

ผ้าคลุมเตียง : สำหรับผ้าคลุมเตียงหรือผ้าคลุมที่นอน ควรเลือกใช้เป็นเนื้อผ้ากันไรฝุ่น เพราะถักทอแน่นเป็นพิเศษ จึงช่วยลดความเสี่ยงลงได้ อย่างไรก็ตาม แม้จะเลือกใช้ผ้ากันไรฝุ่นแล้วก็ยังต้องซักทำความสะอาดสม่ำเสมอ แต่อย่าให้บ่อยมากนัก ไม่งั้นเส้นใยจะหลวมได้ ทางที่ดีควรซักเป็นประจำทุกเดือนค่ะ

พรม : คนที่เป็นภูมิแพ้และหอบหืดควรหลีกเลี่ยงการใช้พรมจะดีที่สุด ทว่าถ้าหากมีความจำเป็นจริง ๆ ให้ลดความเสี่ยงอันตรายลงด้วยการโรยยาฆ่าไร (acaricide) ทิ้งไว้ 1 คืน แล้วนำเครื่องดูดฝุ่นมาดูดออก หมั่นดูแลและทำแบบนี้เป็นประจำ หรือไม่เช่นนั้น ส่งให้ซักด้วยระบบไอน้ำความร้อนสูงโดยผู้เชี่ยวชาญ

  1. การตากแดดป้องกันไรฝุ่น

นอกเหนือจากการซักแล้ว การตากแดดก็สามารถกำจัดไรฝุ่นได้เหมือนกัน แต่ในระดับเล็กน้อยหรือบางส่วนเท่านั้น เพราะเมื่อโดนแดด ไรฝุ่นจะหนีไปอยู่อีกฝั่งที่ร้อนน้อยกว่า ทำให้มันไม่ตายทั้งหมด อย่างไรก็ตาม การตากแดดสามารถลดความชื้นแบบที่ไรฝุ่นชอบอยู่ ถ้าหากตากนานประมาณ 5 ชั่วโมงขึ้นไป ก็จะช่วยลดปริมาณและป้องกันไรฝุ่นได้

  1. การดูดฝุ่นลดซากหรือมูล

แม้เครื่องกำจัดไรฝุ่นจะดูดฝุ่นออกมาได้บ้าง แต่ก็เพียงแค่บางส่วนเท่านั้น เพราะไรฝุ่นมีขาแข็งแรงมากถึง 8 ขา จึงยึดเกาะได้ดีและหลุดออกมาได้ยาก ส่วนใหญ่ที่ดูดออกมาได้จะเป็นพวกซากหรือมูลของไรฝุ่น ทว่าต้องเลือกใช้เครื่องกำจัดไรฝุ่นที่ดี มีถุงขยะที่หนามากพอสมควร รวมถึงมีแผ่นกรอง HEPA Filter กันเล็ดลอดและฟุ้งกระจายด้วย ไม่เพียงเท่านั้น แต่ควรใช้ร่วมกับวิธีอื่นเพื่อประสิทธิภาพที่ดีที่สุด

  1. การเช็ด

อีกหนึ่งวิธีกำจัดไรฝุ่นที่ง่ายและดีก็คือ การนำผ้าชุบน้ำเปียกหมาดมาเช็ดทำความสะอาดตามซอกมุมหรือสิ่งของต่าง ๆ เช่น โต๊ะ ตู้ กรอบรูป และดอกไม้ปลอม เป็นประจำ

 

 

 

เส้นเลือดขอดที่ขา

เส้นเลือดขอดที่ขา คืออะไร

เส้นเลือดขอดที่ขา คือ การขอดตัวของหลอดเลือดดำที่ขาส่วนที่อยู่ตื้นใต้ผิวหนัง มักเริ่มเป็นที่บริเวณน่องโดยไม่มีอาการใดๆ เส้นเลือดขอดที่มีขนาดเล็กมากๆ ประมาณ 0-5 มิลลิเมตร จะมีลักษณะเหมือนใยแมงมุม มักมีสีแดง สีเขียว หรือสีม่วง ส่วนเส้นเลือดขอดที่มีขนาดอยู่ระหว่าง 1-3 มิลลิเมตร มักมีลักษณะเป็นเส้นสีเขียวใต้ผิวหนัง จัดเป็นเส้นเลือดขอดในระยะเริ่มต้น

เส้นเลือดขอดที่ขา เกิดจากอะไร

สาเหตุของการเกิดเส้นเลือดขอดที่ขา อาจมาจากการเสื่อมประสิทธิภาพของลิ้น ที่มีในหลอดเลือดดำของขา ทำให้การไหลเวียนของเลือดดำเสียไป เกิดการคั่งของเลือดดำในหลอดเลือด ส่งผลให้หลอดเลือดดำยืด ขยายตัว ตัวโป่งพอง และขดไปมา

ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดเส้นเลือดขอดที่ขา 

  • อายุ ยิ่งอายุมากขึ้น โอกาสเกิดโรคยิ่งสูงขึ้นจากการเสื่อมประสิทธิภาพของลิ้นในหลอดเลือดดำ
  • เพศ เพศหญิงมีโอกาสเกิดโรคสูงกว่าเพศชาย
  • หญิงตั้งครรภ์
  • น้ำหนัก ผู้ที่มีน้ำหนักมาก จะยิ่งมีโอกาสเป็นเส้นเลือดขอดที่ขา
  • พันธุกรรม พบโรคได้สูงขึ้นในคนมีประวัติครอบครัวเป็นโรคนี้
  • อาชีพ อาชีพที่ต้องยืนนานๆ หรือนั่งนานๆ ทั้งวัน
  • ขาดการออกกำลังกาย จะส่งผลให้กล้ามเนื้อขาเสื่อมประสิทธิภาพ ซึ่งกล้ามเนื้อขาถือเป็นปัจจัยสำคัญในการช่วยพยุงหลอดเลือดดำขา ช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือดของขา

 อาการของเส้นเลือดขอดที่ขา มีอะไรบ้าง

เส้นเลือดขอดที่ขามักเริ่มปรากฏที่น่องเป็นบริเวณแรก โดยที่ผู้ป่วยไม่มีอาการใดๆ เมื่อสังเกตดูจะเห็นเส้นเลือดโป่งพองนูนออกและขดไปมา บางรายอาจรู้สึกเมื่อยล้า ปวดกล้ามเนื้อ ปวดเมื่อยืนหรือนั่งเป็นเวลานาน ขาและเท้าบวม หรือเป็นตะคริวในตอนกลางคืน

เส้นเลือดขอดที่ขาที่เป็นอยู่นานอาจเกิดปัญหาแทรกซ้อนตามมา ส่วนมากจะเป็นการอักเสบของตัวเส้นเลือดขอดเอง นอกจากนี้ยังอาจเพิ่มโอกาสในการเกิดลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำ ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะหลอดเลือดขาอุดตันได้

 เราจะป้องกันการเกิดเส้นเลือดขอดที่ขาได้อย่างไร

  • หลีกเลี่ยงการยืนหรือนั่งเป็นเวลานานๆ ให้เปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ
  • หลีกเลี่ยงการสวมเสื้อผ้า กางเกง ถุงเท้า หรือถุงน่องที่รัดมากๆ เพราะจะทำให้เลือดไหลเวียนได้ไม่สะดวก
  • ไม่ใส่รองเท้าส้นสูงเป็นเวลานาน
  • ออกกำลังกายเป็นประจำ ทำให้กล้ามเนื้อขาแข็งแรง การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น
  • ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ

 

การไม่มีหนี้ดีที่สุด

จากตอนที่แล้วที่เราทิ้งท้ายว่า สำหรับคนที่หลวมตัวสร้างหนี้ไปแล้ว และอยากสะสาง เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ แต่ยังมึนๆ ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร ตอนนี้นิมีคำแนะนำมาฝากค่ะ

  1. รวบรวมหนี้

ต้องรู้ก่อนว่าเรามีหนี้อะไรบ้าง ยอดเท่าไหร่ ด้วยการทำลิสต์รายการหนี้สินที่มีทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นหนี้ในระบบ นอกระบบ หนี้มาก หนี้น้อย ต้องรวบรวมออกมาให้หมด

  1. จัดระเบียบหนี้

โดยหนี้แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้

  • หนี้ดี คือ หนี้ที่ทำให้เรามีความมั่งคั่งมากยิ่งขึ้น มีรายได้มากยิ่งขึ้น เช่น หนี้จากการทำธุรกิจ หนี้จากการกู้ซื้อบ้าน ซึ่งทำให้เรามีรายได้จากการทำธุรกิจมากขึ้น มีสินทรัพย์เพิ่มมากยิ่งขึ้น ไม่ต้องเสียค่าเช่าบ้าน แต่การเป็นหนี้ที่ดีนั้น จะต้องไม่กระทบต่อเงินที่เอาไว้ใช้จ่ายประจำวัน หรือที่เรียกว่า “สภาพคล่อง” และจะต้องพิจารณาว่าเรามีความสามารถในการชำระหนี้ได้จนหมด โดยไม่กระทบต่อเงินในกระเป๋าที่ใช้ในการดำรงชีวิตประจำวัน
  • หนี้เลว (ต้องตั้งชื่อให้ฟังดูแย่ไว้ก่อน เพื่อเป็นการเตือนสติว่าไม่ควรก่อหนี้กลุ่มนี้ขึ้นมา หรือถ้าก่อมาแล้วก็ต้องรีบกำจัดค่ะ) เกิดจากพฤติกรรมการใช้ หมายถึง หนี้เพื่อการอุปโภคและบริโภค เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ใช้แล้วหมดไป เช่น เอาไปซื้อเสื้อผ้า โทรศัพท์ ทีวี เป็นต้น หนี้พวกนี้มักเป็นหนี้จากสินเชื่อบุคคล บัตรกดเงินสด บัตรเครดิต ซึ่งปัญหาหนี้สินที่เกิดจากการไม่มีวินัยทางการเงิน โดยส่วนใหญ่จะเป็นหนี้จากส่วนนี้

การแยกหนี้ออกเป็น 2 กลุ่มแบบนี้ จะทำให้เห็นภาพชัดเจนค่ะว่า เราต้องจัดการกับหนี้กลุ่มไหนก่อน

  1. ลำดับการชำระหนี้

นำหนี้ในข้อ 2 มาจัดลำดับอีกครั้ง โดยให้ความสำคัญกับหนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงก่อนหนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยปกติ เช่น ถ้ามีเงินที่ต้องชำระหนี้ในจำนวนจำกัด ควรเลือกชำระหนี้ดอกเบี้ยปกติด้วยจำนวนเงินขั้นต่ำ แล้วนำเงินที่เหลือทั้งหมดไปชำระหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูงกว่า เพื่อเป็นการตัดภาระออกไปให้ได้มากที่สุด และในระยะยาวถ้าสามารถทำได้ให้กู้เงินจากแหล่งเงินที่มีดอกเบี้ยต่ำมาปิดหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูง

  1. ไม่เพิ่มหนี้

ในระหว่างทยอยกำจัดหนี้เก่า ท่องให้ขึ้นใจว่า จะไม่ต้องสร้างหนี้ใหม่ด้วยนะคะ และจะยิ่งดีกว่านั้น ถ้าสามารถงดรายจ่ายฟุ่มเฟือยทั้งหมด แล้วนำเงินที่เคยใช้ในส่วนนี้ไปจ่ายชำระหนี้ ก็จะทำให้หนี้หมดเร็วขึ้น ซึ่งถ้าจะให้ดีที่สุด คุณต้องหาความฝันและเป้าหมายในชีวิตให้เจอ เพราะถ้าคุณมีฝัน และมีเป้าหมายในชีวิตที่ชัดเจนมากพอ คุณจะรู้ได้เลยทันทีว่าการปลดหนี้ และการเก็บเงินให้ได้นั้น จะไม่ใช่เรื่องยากเกินความสามารถอีกต่อไป

  1. อย่าผิดนัดการชำระหนี้

การชำระหนี้ล่าช้าเกินเวลาที่กำหนดไว้ อาจทำให้เราโดนค่าปรับ ค่าธรรมเนียม ค่าใช้จ่ายในการติดตามทวงหนี้ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เราคาดไม่ถึง และทำให้มูลนี้เพิ่มขึ้นโดยเราไม่รู้ตัวก็เป็นได้

  1. ชำระหนี้ให้ครบถ้วน

แม้เราจะชำระหนี้ทันตามกำหนดเวลา แต่ถ้าชำระไม่ครบถ้วนตามจำนวนขั้นต่ำที่ระบุไว้ เราก็ยังต้องเสียค่าปรับ ค่าธรรมเนียม ดังนั้นต้องหาเงินมาชำระหนี้ให้ครบถ้วนตามจำนวนเงินที่ระบุไว้ในใบแจ้งหนี้ด้วยนะคะ