ชีวิตต้องนับ 1 ใหม่อีกครั้งเสมอ

 

       ทุกคนเคยโทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์ โน๊ตบุ๊คเคยเสียมั้ยคะ หรือมีปัญหาจนต้องรีเซ็ตระบบใหม่มั้ย บางอย่างนี้อาจจะส่งผลให้เหมือนเราต้องนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง เพราะข้อมูลต่างๆหายหมด ผลกระกระทบบางทีจะน้อยจะมากก็ไม่มีใครรู้และไม่มีใครอยากให้มันเกิดขึ้นหลอก แต่ถ้ามันเสีย หรือมันหายไปแล้ว เราก็ต้องบอกตัวเองว่าช่วยไม่ได้มันหายไปแล้วจะทำยังไง ก็ต้องซื้อใหม่หรือหาข้อมูลใหม่ เพิ่มใหม่อีกรอบ มันก็เหมือนกับการเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

เราไว้ใจอะไรไม่ได้เสมอไปหลอกในชีวิต
      กับประโยคที่ว่า ไม่มีอะไรแน่นอนในชีวิต บางคนอาจเคลียด แต่เป็นเรื่องที่หนักหนาเกินไป การต้องเริ่มต้นใหม่ โดยอย่างคนไม่สมัครใจคงไม่มีใครอยากให้เกิด เช่น อกหัก โดนไล่ออก ถูกโกงจนหมดเนื้อหมดตัว ซึ่งข้อความข้างต้นเราลองพิจารณาเราพบว่าไม่มีใครอยู่ลำพัง หรือโดยไม่พึ่งพาใคร มันจึงเป็นเหตุที่ว่า มั่นคงต่อตนเอง เพียงใดก็ไม่อาจคาดหวังหรือบังคับให้อื่น มั่นคงไปพร้อมกับเราได้เสมอไป บางคนเป็นดารา เป็น Celeb ยังต้องพึ่งคนดูหรือแฟนคลับ และพึ่งพาสื่อโซเชี่ยวทุกอย่าง ทื่กล่าวเป็นเพียงแค่ภาพรวมอย่างง่ายในการพึ่งพา เพื่อจะบอกว่าเราไม่สามารถควบคุมอะไรเองได้ และชีวิตแบบที่พึ่งพา ใคร น้อยที่สุด ก็ยังมีธรรมชาติ ดินฟ้าอากาศที่ยากจะคาด เพราะไม่มีอะไรแน่นอนเสมอไปว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น เราจึงต้องเตรียมจำไว้เสมอ

อย่ากลัวการเริ่มต้นใหม่เสมอ
      หากเรามองย้อนกลับไปเราคงมีประสบการณ์การเริ่มใหม่กับอะไรใหม่ๆบ้าง เช่น หาที่ทำงานใหม่ เรียนรู้สิ่งใหม่ๆที่ยังไม่เคยทำมาก่อน หาเพื่อนใหม่ที่เข้ากับเราได้   เพียงสิ่งเหล่านี้อาจไม่ได้ทำคุณเดือดร้อนใจเท่าการที่ พังลงไป แล้วไม่สามารถเริ่มใหม่ เราอาจไม่ยอมรับ และยากจะทำใจได้ หากในตอนหรือตอนที่เรามีสติเราจะพบว่าเราแต่ผิดหวัง หรือเสียใจยังไม่คิดจะเริ่มใหม่ ยังจมอยู่กับความเศร้าตรงนั้น เหมือนทุกอย่างเป็นศูนย์ไปหมด ทุกอย่างเริ่มถอยหลังไปเลื่อยๆ
บางมุมหนึ่งแล้วที่จริงการเริ่มต้นใหม่มันอาจจะดีกว่าเราอยู่กับที่ การที่เราเดินไปเจอซอยตัน เราก็ต้อนถอยหลัง แต่ไม่ใช่ว่าเราจะไม่ได้ไปต่อ เราถอยไปทราบจุดเริ่มต้นใหม่ เลี้ยวไปทางใหม่ที่ไม่ใช่ซอยเดิม แต่ไม่ใช่เรากลับไปสู่จุดเริ่มต้นหรือย้อนไปที่จุดเดิม

อยากเริ่มต้นใหม่แต่ทำไม่ได้
      ถ้าหลายคนคงมีความสุขคงไม่อยากเริ่มต้นใหม่ มันคงเป็นเรื่องที่ใครก็คิดแบบนี้ บางคนมีภาวะอยากเริ่มต้นใหม่แต่ทำไม่ได้ เหตุผลเพราะว่า ไม่เคยเตรียมไว้หรือไม่พร้อมต้องเรื่มต้นใหม่ เราจึงสร้างพันธะ หรือความผูกพันกับบางสิ่งบางอย่างไว้ จนถอยไม่ได้และออกจากจุดนั้นไปง่ายๆไม่ได้

พร้อมนับ 1 ใหม่ 
      คนที่พร้อมจะรับ 1 ใหม่ หลายคนอาจเกิดความทรงจำเป็นเหตุ เช่น ทุกอย่างล้อสลายไปแล้วทำอะไรไม่ได้ หรือบางคนเกิดการศูนย์เสียแล้วทำอะไรไม่ได้ แต่ในเมื่อไม่มีวันที่จะไม่เหลืออะไร อย่างน้อยก็มีความรู้ประสบการณ์พร้อมที่จะรับทอในการเริ่มต้นใหม่ ตัวอย่างเช่น กาเริ่มธุรกิจใหม่ บางคนอาจเลือกที่จะเซ้งร้านเดิมไปทำร้านใหม่หรือทำเลใหม่ หรือเลือกธุรกิจเดิม ไปทำธุรกิจใหม่ โดยไม่จำเป็นต้องทิ้งธุรกิจเดิมก็ได้ เช่นร้านกาแฟ ร้านอาหาร  แต่แต่ชื่อร้านใหม่ การจัดการธุรกิจใหม่หรือสูตรใหม่ การตกแต่งคอนเทนต่างๆใหม่ ปรับปรุงสิ่งที่เคยเรียนรู้จากเดิมเป็นสิ่งใหม่ๆ เพราะมันก็ดีกว่าย่ำอยู่กับที่แต่ไม่ไปไหนไม่มีอะไรทำให้ดีขึ้น และต้องดูให้ดีว่าการเริ่มต้นใหม่บนสิ่งแวดล้อมใหม่ ไม่ใช่แค่ปรับปรุง หรือแก้อะไรที่อยากจะเปลี่ยน เราต้องคำนึงถึงด้วยว่าถ้าเราจะก้าวไปอีกมันจะดีมัน การที่เราจะเริ่มใหม่อีกประโยชน์มันมีอะไรดีกว่าข้อผิดพลาดที่มันมีอยู่แล้วบ้าง ทุกอย่างนับ 1 ใหม่ได้เสมอถ้าเราคิดไตร่ตรองแล้ว

 

ชีวิตต้องนับ 1 ใหม่อีกครั้งเสมอ

 

       ทุกคนเคยโทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์ โน๊ตบุ๊คเคยเสียมั้ยคะ หรือมีปัญหาจนต้องรีเซ็ตระบบใหม่มั้ย บางอย่างนี้อาจจะส่งผลให้เหมือนเราต้องนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง เพราะข้อมูลต่างๆหายหมด ผลกระกระทบบางทีจะน้อยจะมากก็ไม่มีใครรู้และไม่มีใครอยากให้มันเกิดขึ้นหลอก แต่ถ้ามันเสีย หรือมันหายไปแล้ว เราก็ต้องบอกตัวเองว่าช่วยไม่ได้มันหายไปแล้วจะทำยังไง ก็ต้องซื้อใหม่หรือหาข้อมูลใหม่ เพิ่มใหม่อีกรอบ มันก็เหมือนกับการเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง  เราไว้ใจอะไรไม่ได้เสมอไปหลอกในชีวิต
     

      กับประโยคที่ว่า ไม่มีอะไรแน่นอนในชีวิต บางคนอาจเคลียด แต่เป็นเรื่องที่หนักหนาเกินไป การต้องเริ่มต้นใหม่ โดยอย่างคนไม่สมัครใจคงไม่มีใครอยากให้เกิด เช่น อกหัก โดนไล่ออก ถูกโกงจนหมดเนื้อหมดตัว ซึ่งข้อความข้างต้นเราลองพิจารณาเราพบว่าไม่มีใครอยู่ลำพัง หรือโดยไม่พึ่งพาใคร มันจึงเป็นเหตุที่ว่า มั่นคงต่อตนเอง เพียงใดก็ไม่อาจคาดหวังหรือบังคับให้อื่น มั่นคงไปพร้อมกับเราได้เสมอไป บางคนเป็นดารา เป็น Celeb ยังต้องพึ่งคนดูหรือแฟนคลับ และพึ่งพาสื่อโซเชี่ยวทุกอย่าง ทื่กล่าวเป็นเพียงแค่ภาพรวมอย่างง่ายในการพึ่งพา เพื่อจะบอกว่าเราไม่สามารถควบคุมอะไรเองได้ และชีวิตแบบที่พึ่งพา ใคร น้อยที่สุด ก็ยังมีธรรมชาติ ดินฟ้าอาศที่ยากจะคาด เพราะไม่มีอะไรแน่นอเสมอไปว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น เราจึงต้องเตรียมจำไว้เสมอ

อย่ากลัวการเริ่มต้นใหม่เสมอ
      หากเรามองย้อนกลับไปเราคงมีประสบการณ์การเริ่มใหม่กับอะไรใหม่ๆบ้าง เช่น หาที่ทำงานใหม่ เรียนรู้สิ่งใหม่ๆที่ยังไม่เคยทำมาก่อน หาเพื่อนใหม่ที่เข้ากับเราได้   เพียงสิ่งเหล่านี้อาจไม่ได้ทำคุณเดือดร้อนใจเท่าการที่ พังลงไป แล้วไม่สามารถเริ่มใหม่ เราอาจไม่ยอมรับ และยากจะทำใจได้ หากในตอนหรือตอนที่เรามีสติเราจะพบว่าเราแต่ผิดหวัง หรือเสียใจยังไม่คิดจะเริ่มใหม่ ยังจมอยู่กับความเศร้าตรงนั้น เหมือนทุกอย่างเป็นศูนย์ไปหมด ทุกอย่างเริ่มถอยหลังไปเลื่อยๆ
บางมุมหนึ่งแล้วที่จริงการเริ่มต้นใหม่มันอาจจะดีกว่าเราอยู่กับที่ การที่เราเดินไปเจอซอยตัน เราก็ต้อนถอยหลัง แต่ไม่ใช่ว่าเราจัไม่ได้ไปต่อ เราถอยไปทราจุดเริ่มต้นใหม่ เลี้ยวไปทางใหม่ที่ไม่ใช่ซอยเดิม แต่ไม่ใช่เรากลับไปสู่จุดเริ่มต้นหรือย้อนไปที่จุดเดิม

อยากเริ่มต้นใหม่แต่ทำไม่ได้
      ถ้าหลายคนคงมีความสุขคงไม่อยากเริ่มต้นใหม่ มันคงเป็นเรื่องที่ใครก็คิดแบบนี้ บางคนมีภาวะอยากเริ่มต้นใหม่แต่ทำไม่ได้ เหตุผลเพราะว่า ไม่เคยเตรียมไว้หรือไม่พร้อมต้องเรื่มต้นใหม่ เราจึงสร้างพันธะ หรือความผูกพันกับบางสิ่งบางอย่างไว้ จนถอยไม่ได้และออกจากจุดนั้นไปง่ายๆไม่ได้

พร้อมนับ 1 ใหม่ 
      คนที่พร้อมจะรับ 1 ใหม่ หลายคนอาจเกิดความทรงจำเป็นเหตุ เช่น ทุกอย่างล้อสลายไปแล้วทำอะไรไม่ได้ หรือบางคนเกิดการศูนย์เสียแล้วทำอะไรไม่ได้ แต่ในเมื่อไม่มีวันที่จะไม่เหลืออะไร อย่างน้อยก็มีความรู้ประสบการณ์พร้อมที่จะรับทอในการเริ่มต้นใหม่ ตัวอย่างเช่น กาเริ่มธุรกิจใหม่ บางคนอาจเลือกที่จะเซ้งร้านเดิมไปทำร้านใหม่หรือทำเลใหม่ หรือเลือกธุรกิจเดิม ไปทำธุรกิจใหม่ โดยไม่จำเป็นต้องทิ้งธุรกิจเดิมก็ได้ เช่นร้านกาแฟ ร้านอาหาร  แต่แต่ชื่อร้านใหม่ การจัดการธุรกิจใหม่หรือสูตรใหม่ การตกแต่งคอนเทนต่างๆใหม่ ปรับปรุงสิ่งที่เคยเรียนรู้จากเดิมเป็นสิ่งใหม่ๆ เพราะมันก็ดีกว่าย่ำอยู่กับที่แต่ไม่ไปไหนไม่มีอะไรทำให้ดีขึ้น และต้องดูให้ดีว่าการเริ่มต้นใหม่บนสิ่งแวดล้อมใหม่ ไม่ใช่แค่ปรับปรุง หรือแก้อะไรที่อยากจะเปลี่ยน เราต้องคำนึงถึงด้วยว่าถ้าเราจะก้าวไปอีกมันจะดีมัน การที่เราจะเริ่มใหม่อีกประโยชน์มันมีอะไรดีกว่าข้อผิดพลาดที่มันมีอยู่แล้วบ้าง ทุกอย่างนับ 1 ใหม่ได้เสมอถ้าเราคิดไตร่ตรองแล้ว

 

เสียงเพลงสามารถช่วยให้คนหายเครียดได้จริงหรือ?

หากถามตามความคิดเห็นส่วนตัวแล้ว คงบอกได้ว่าเสียงเพลงสามารถทำให้คลายเครียดได้จริงหรืออาจทำให้เครียดกว่าเดิมได้อีกด้วย 

คนส่วนใหญ่มักเพลงเวลาทำงานเพื่อให้สมอง ความคิด จิตนาการได้ลื่นไหลดั่งเสียงเพลง เพื่องานที่ออกมาดีกว่า  คนเหล่านั้นถึงกับต้องใส่หูฟังฟังเพลงกันทั้งวันเลยทีเดียวและถ้าหากได้ work from home แล้วหละก็ คงจะบอกได้เลยว่าบ้านของคนเหล่านั้นคงจะเปิดเพลงกันทั้งวันทั้งคืนกันเลยทีเดียว

เสียงเพลงไม่เพียงแต่จะช่วยให้ผ่อนคลายได้อย่างเดียว ยังช่วยให้มีสมาธิด้วยสำหรับบางคน บางคนเวลาอ่านหนังสือสอบต้องเปิดเพลงฟังไปด้วยไม่งั้นอ่านหนังสือไม่รู้เรื่อง ถึงขั้นความรู้ไม่เข้าหัวกันเลยก็มี ว่ากันว่าคนเราเวลาได้ยินเสียงอะไรได้กลิ่นอะไร อยู่ในช่วงเวลาไหน สมองของเราจะสั่งให้จดจำสิ่งที่กระทำอยู่ตอนนั้นเป็นภาพโดยอัตโนมัติ

ยกตัวอย่างเช่น บางคนจากบ้านมาไกลเพื่อทำงาน วันหนึ่งขณะเดินผ่านบ้านที่กำลังเผาเศษใบไม้เศษหญ้า ได้กลิ่นเผาพวกนั้นทำให้รู้สึกคิดถึงบรรยากาศบ้านนอกที่จากมาเสียจริง กลิ่นเผาฟาง เผาหญ้า ในอากาศหนาวยามเย็น ฟ้าเริ่มมืด…เพียงแค่ได้กลิ่นก็ทำให้คุณนึกออกหมดสิ่งที่อยู่รอบตัวคุณในขณะนั้น ณ ตอนนั้น 

คนบางคนมักซ่อนใครไว้ในบทเพลง ไม่ว่าได้ฟังเมื่อไหร่ก็ต้องมีคิดถึงกันบ้าง เก็บซ่อนเรื่องราวส่วนตัวไว้ในสมอง ไม่ต้องจดไม่ต้องบันทึกเพียงได้ฟังเพลงก็นึกถึงสถานการณ์ตอนนั้นออกทันที เป็นอะไรที่น่าอัศจรรย์อย่างแท้จริง

ปัจจุบันนี้โรงพยาบาลหรือคลินิกทั่วทั้งโลก มักเปิดเพลงเพื่อปลอบประโลมความรู้สึกของคนไข้ คลีนิคหมอฟันมักเปิดเพลงโมสาร์ทเบาเบาเพื่อกล่อมจิตใจคนไข้ให้รู้สึกผ่อนคลายก่อนเข้ารับรักษา คลีนิคศัลยกรรมบางแห่งเปิดเพลงในห้องผ่าตัดขณะผ่าตัดเพื่อลดความตึงเครียดของคนไข้ที่กำลังผ่าตัดอยู่

แต่ไม่ใช่ว่าทุกเพลงจะทำให้หายเครียดได้ ของแบบนี้มันอยู่ที่จังหวะดนตรี หากเป็นจังหวะที่ปลุกเร้าแล้วก็คงยากที่จะหายเครียดได้คงจะเพิ่มทวีความเครียดเข้าไปกันใหญ่ เสียงเพลงนั้นมีพลัง หากเปิดเพลงที่เหมาะสมต่อสถานการณ์เหล่านั้นแล้วย่อมส่งผลดีต่อผู้ที่ได้ฟังอย่างแน่นอน หากเปิดเพลงที่ผิดจังหวะไม่ถูกสถานการณ์ก็อาจเป็นต้นเหตุของเรื่องราวที่ไม่ดีได้เหมือนกัน เช่น วงคาราบาวเล่นเพลง “บัวลอย” ทีไร มักมีการทะเลาะวิวาทในคอนเสิร์ตทุกที สาเหตุคงมาจาก จังหวะที่ปลุกใจปลุกเร้าอารมณ์ปลุกความกล้าในตัวบวกกับอารมณ์ที่ได้รับแอลกอฮอล์เข้าปากไปแล้วด้วย

                          สรุปได้ว่า เสียงเพลงนั้นสามารถทำให้คนหายเครียด คลายเครียดได้จริง เสียงเพลงมีพลังต่อความรู้สึกเป็นอย่างมาก หากคุณคนไหนที่กำลังเครียด กำลังท้อ กำลังมีความรู้สึกที่ไม่สบายใจ แนะนำให้คุณเปิดเพลงฟัง ให้ถูกต้องตามสถานการณ์ที่ควรเปิด ฟังให้เข้าถึงอารมณ์ ให้ลึกซึ้งเข้าไปถึงจิตใจ เสียงเพลงจะช่วยให้คุณหลุดพ้นออกมาจากสถานการณ์ที่เลวร้ายในตอนนั้นได้อย่างแน่นอน เสียงเพลงเป็นอะไรมากกว่าที่คุณคิด สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้คุณได้ ทั้งยังช่วยให้คุณมีแรงฮึดสู้ได้ยามคุณท้อ ทำให้คุณจดจำเรื่องราวได้เด่นชัดขึ้นและที่พิเศษอย่างที่สุดคือสามารถดึงอารมณ์ ความรู้สึกต่างๆที่คุณมีในขณะฟังเพลงในอดีต ดึงกลับมารู้สึกอีกครั้งได้เพียงฟังเพลงแล้วคิดถึงสถานที่เหล่านั้น สัมผัสเหล่านั้น แม้อาจไม่ได้ความรู้สึกที่แท้จริง เสมือนเกิดขึ้นจริง แต่ก็ทำให้รู้สึกดีทุกครั้งที่ได้สัมผัสหรือระลึกถึง ประโยชน์ของเสียงเพลงมีมากมายขนาดนี้อย่าลืมใช้กันให้เกิดประโยชน์ ระบายผ่านเสียงเพลงยามท้อแท้ รับฟังเสียงเพลงปลอบโยนจิตใจยามอ่อนไหวเสียงเพลงช่วยคนได้จริง หากตอนนี้คุณกำลังอยู่ในความรู้สึกที่ไม่ดี ทำไมไม่ลองเปิดเพลงฟังดูหละ อาจจะช่วยให้ความรู้สึกคุณดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ก็ได้นะ

 

กลัวความตายมากๆ นั้นมาจาก….

ส่วนคนที่บอกว่ากลัวความตายมากๆ นั้นน่าจะมาจาก

1.มีสัญชาตญาณของความตายสูงทำให้นึกถึงความตายเรื่อยๆ และกลัวว่าจะลงมือทำตามสัญชาตญาณนั้นโดยที่ยังไม่อยากทำเพราะยังมีสติหรือมีความละอายใจ สาเหตุอาจเป็นเพราะมีจิตใต้สำนึกที่รู้สึกต่ำต้อยและไม่อยากมีชีวิตอยู่ ทำให้น้อยใจ อิจฉา โกรธคนอื่น แต่ก็ยังมีคุณธรรมอยู่ที่ไม่อยากทำร้ายตัวเองหรือคนอื่นที่ทำให้แค้นใจ

ทุกครั้งที่นึกถึงความตายของตัวเองหรือคนอื่นจึง “กลัว” ว่าจะลงมือทำอย่างนั้นจริงๆ ความรู้สึกรวมๆ จึงปรากฏออกมาว่า “กลัวความตาย

2.เป็นเพราะไม่รู้ว่าตายแล้วไปไหน จึงเกิดความกังวลและกลัวอนาคต

แต่ถ้าหากศึกษาธรรมะมากพอจะรู้ว่าชีวิตของคนเราเป็นวัฏสงสาร มีการเวียนว่ายตายเกิด เมื่อตายไปแล้วก็ต้องไปเกิดใหม่ในสภาพที่แตกต่างจากเดิมตามกรรมที่ได้กระทำไว้ในชาตินี้ ถ้าทำกรรมดีไว้มากชาติต่อไปก็จะเกิดในสภาวะที่ดีกว่าเดิม ถ้าทำกรรมชั่วก็จะไปเกิดในสภาวะที่แย่กว่าเดิม แต่ถ้ารู้ว่าตายแล้วไปไหนคงไม่กลัวหรอก แต่จะรีบทำความดีให้มากขึ้นเพราะเชื่อว่าจะได้ไปเกิดในที่ดีกว่าเดิม

3.เป็นโรความกลัว คือ การที่เรากลัวมากโดยไม่สามารถบอกได้เหมือนคนที่กลัวความสูง อดีตที่เราฝังใจกลัวมากๆ มาก่อน เช่น บทบาทลงโทษของพ่อแม่ หรือสิ่งแวดล้อม เหตุการณ์ในอดีตที่ไม่ดี ซึ่งต้องการการวิเคราะห์เพื่อแก้ไขสาเหตุต่อไป อาจจะทำให้ความกลัวลดน้อยลง

4.เป็นโรคกังวล คิดซ้ำๆ คิดถึงตัวเองในแง่ไม่ดี มองโลกในแง่ไม่ดี จึงนึกถึงความตายบ่อยมาก บางคนชอบปรุงแต่งอารมณ์ส่วนที่ไม่ดีมากเกินไปจึงกลัวความตายมากเกินปกติ

 

การแก้ไขลดความกลัวตายในทางจิตเวชก็ต้องแก้ที่สาเหตุดังกล่าวแล้ว

ถ้าเป็นในทางธรรมะจะสอนให้เรานึกถึงความตายบ่อยๆ นึกถึงสิ่งที่เป็นความธรรมดาในชีวิตอย่างอื่น 5 อย่างด้วยกัน คือ 1.ความแก่ 2.ความเจ็บป่วย 3.ความตาย 4.ความพลัดพรากจากสิ่งรัก-คนรัก

5.การรับผลของกรรมของตนเองทั้งดีและไม่ดีตามกฎแห่งกรรม

สิ่งเหล่านี้ให้เรียกว่าเป็นความธรรมดาไม่ใช่ความทุกข์ อย่าไปปรุงแต่งให้มันเป็นความทุกข์ เราก็จะมองดูว่ามันเป็นธรรมดาๆ ไม่น่ากลัวและไม่เป็นทุกข์ ใครๆ ก็ต้องพบ ทำตัวทำใจยอมรับดีกว่า

หรือถ้าจะลดความว้าวุ่นใจไม่ให้คิดมากก็อาจจะฝึกสมาธิ หัดคิดถึงการทำประโยชน์ให้คนอื่นให้มาก คิดว่าชีวิตทุกวันนี้เราจะทำดีเพื่อคนอื่นได้อย่างไรบ้างซึ่งเท่ากับเป็นการทำกรรมดีไปด้วย ก็จะทำให้ความคิดฟุ้งซ่านและความกลัวความตายลดน้อยลง

ลองทำตามคำแนะนำนี้ดูซิแล้วจะรู้ว่าความตายไม่น่ากลัวอย่างที่คิดหรอก

วิธีกำจัดมดในหอพักด้วยวิธีธรรมชาติ

หลายคนเจอปัญหามดขึ้นที่พัก ทั้ง ๆ ที่เราอยู่ชั้นสูง แล้วมดมันตามขึ้นมาได้อย่างไร ยิ่งคิดนั้นยิ่งสงสัยว่าพวกมดรู้ได้อย่างไรว่าเราทำอาหารรสหวานหล่น แต่เรายังไม่ต้องคิดมากตรงนั้น เรามาหาวิธีกำจัดกันก่อน วันนี้เราจะเสนอวิธีแบบธรรมชาติ

1. น้ำส้มสายชู

น้ำส้มสายชูมีกลิ่นแรงมากสำหรับมด จึงเป็นวิธีกำจัดมดที่ได้ผล เพียงผสมน้ำส้มสายชูกับน้ำในอัตราส่วน 1:1 แล้วนำไปใส่ขวดสเปรย์และฉีดบริเวณที่มีมด รับรองมดจำกลิ่นไม่ได้

2. น้ำมะนาว

กลิ่นเปรี้ยวของมะนาวจะช่วยไล่มดให้เตลิดไปได้ เพียงนำน้ำมะนาวมาผสมกับน้ำเปล่าในอัตราส่วน 1:3 เพื่อทำเป็นสเปรย์ไล่มด แล้วนำไปฉีดตามบริเวณรังหรือเส้นทางที่มดเดินผ่าน

3. เปลือกส้ม

นำเปลือกส้มล้างน้ำแล้วตากแห้ง จากนั้น นำมาใส่ภาชนะแล้ววางไว้ตามจุดที่มีมด หรือนำเปลือกส้มสัก 2 ลูกมาปั่นผสมกับน้ำขนาด 250 มิลลิลิตร แล้วใส่ขวดสเปรย์เพื่อนำไปฉีดพ่นบริเวณที่มีมด กลิ่นหอมของเปลือกส้มจะทำให้มดขยาดและหนีไป

4. น้ำมันซินนามอนหรืออบเชย

นำซินนามอนไปวางไว้ตามซอกมุมประตูและทางเดินของมด หรือการนำน้ำมันซินนามอน 1 ช้อนชาผสมน้ำ 1 ถ้วย มาทาหรือเช็ดบริเวณทางเดินของมด ก็เป็นวิธีไล่มดในบ้านได้เป็นอย่างดีเพราะซินนามอนกลิ่นแรงมากสำหรับมด โดยสามารถใช้ได้ทั้งแบบน้ำมันและแบบแท่ง

5. น้ำมันยูคาลิปตัส

น้ำมันยูคาลิปเป็นน้ำมันหอมระเหยที่ให้ความรู้สึกสดชื่น พร้อมช่วยขจัดความเหนื่อยล้า เพิ่มการไหลเวียนของเลือดในสมอง ช่วยให้โล่งจมูก และหายใจได้สบายขึ้น วิธีนำมาทำสเปรย์ไล่มดก็ง่าย เพียงนำส่วนประกอบด้านล่างมาผสมใส่ขวดสเปรย์เท่านั้น

  • น้ำมันยูคาลิปตัส 10 หยด
  • น้ำยาล้างจาน 1 หยด
  • น้ำส้มสายชู ¼ ถ้วย
  • น้ำเปล่า 2 ถ้วย

6. กากกาแฟ

หากต้องการกำจัดมดตามกระถางต้นไม้หรือต้นไม้ในสวน สามารถกำจัดมดยกรังได้โดยนำกากกาแฟไปโรยที่ใต้โคนต้นไม้ วิธีกำจัดมดนี้ไม่เพียงทำให้มดอพยพหนีไป แต่ยังทำให้แมลงและศัตรูพืชไม่มากวนใจ อีกทั้งกากกาแฟหอมกรุ่นนี้ยังมีประโยชน์ช่วยบำรุงดอกไม้และพืชผักใบเขียวอีกด้วย

7. แป้ง

ไม่ว่าจะแป้งเด็กหรือแป้งเย็น ก็สามารถนำมาโรยตามทางเดินมดหรือจะโรยที่รังเพื่อกำจัดมดยกรังได้ เพราะแป้งจะไปรบกวนการหายใจและการสื่อสารของมด

 

วิธีกันมด ไม่ให้เข้ามาในบ้าน

1. ความสะอาด

หมั่นทำความสะอาดไม่ให้มีคราบอาหารติดหรือเศษอาหารตกหล่นในบ้านหลังทานอาหารเสร็จอยู่เสมอ เมื่อไม่มีอาหาร มดก็จะไม่มา

2. การกำจัดกลิ่นมด

เมื่อเดินผ่านที่ใด มดจะปล่อยน้ำเคมีที่มีกลิ่นทิ้งไว้เพื่อใช้ติดตามเส้นทางที่เคยเดินผ่านได้ ดังนั้น หลังจากที่ใช้วิธีกำจัดมดในข้างต้นแล้ว จึงจำเป็นต้องทำลายกลิ่นมดโดยนำสบู่มาผสมน้ำ หรือจะใช้น้ำมะนาวหรือน้ำยาทำความสะอาดทั่วไปก็ได้ แล้วใช้เทหรือเช็ดตามบริเวณเส้นทางเดินของมด เช่น เคาน์เตอร์ครัว โต๊ะอาหาร มดก็จะไม่สามารถหาร่องรอยกลับมาได้อีก

3. หนังยาง

วิธีไล่มดอีกวิธีหนึ่งคือให้มัดหนังยางหลายเส้นกับภาชนะอาหาร เช่น ถุง ถ้วย แก้ว หรือนำหนังยางจำนวนมากใส่ภาชนะแล้ววางภาชนะที่ใส่อาหารลงบนภาชนะที่ใส่หนังยาง กลิ่นของหนังยางจำนวนมากที่มดไม่ชอบนั้นจะสกัดกั้นไม่ให้มดมาเยือน

4. น้ำ

หากต้องวางอาหารทิ้งไว้ ให้นำพลาสติกมาห่อภาชนะหรือปิดฝาภาชนะ จากนั้น ใส่น้ำก๊อกในภาชนะอีกอัน (ห้ามใช้น้ำต้มเด็ดขาด เพราะมดจะมาเยือนและลงน้ำได้) แล้ววางภาชนะใส่อาหารลงในน้ำ แม้กลิ่นอาหารจะเล็ดลอดออกมาบ้าง มดก็จะไม่อาจกล้ำกรายเข้ามาได้

5. กลิ่นไล่มด

ตามวิธีกำจัดมดในบ้านในข้างต้น จะเห็นได้ว่า มดไม่ชอบกลิ่นมะนาว เปลือกส้ม น้ำมันซินนามอน และน้ำมันยูคาลิปตัส จึงสามารถนำสเปรย์กลิ่นเหล่านี้มาฉีดในตามบริเวณถังขยะและทางเดินเข้าออกของมดสักประมาณสัปดาห์ละครั้ง หรือแต่งบ้านโดยนำเปลือกส้ม เปลือกมะนาว หรือซินนามอนมาวางในถ้วยหรือแก้วสวย ๆ ก็จะช่วยป้องกันมดได้

รู้จัก “มด” และวิธีกำจัด จาก 5 สถานที่ๆ เราพบมัน

ว่านหางจระเข้ พืชที่ควรปลูกคู่บ้าน

 

ว่านหางจระเข้ สรรพคุณและประโยชน์ของว่านหางจระเข้ 40 ข้อ !

 

        ว่านหางจระเข้ เป็นต้นพืชที่มีเนื้ออิ่มอวบ จัดอยู่ในตระกูลลิเลียม (Lilium) แหล่งกำเนิดดั้งเดิมอยู่ในคาบสมุทรอาหรับ สายพันธุ์ของว่านหางจระเข้มีมากกว่า 300 สายพันธุ์ ซึ่งมีทั้งพันธุ์ที่มีขนาดใหญ่มากจนไปถึงพันธุ์ที่มีขนาดเล็กกว่า 10 เซนติเมตร ลักษณะพิเศษของว่านหางจระเข้ก็คือ มีใบแหลมคล้ายกับเข็ม เนื้อหนา และเนื้อในมีน้ำเมือกเหนียว ว่านหางจระเข้ผลิดอกในช่วงฤดูหนาว ดอกจะมีสีแตกต่างกัน เช่น เหลือง ขาว และแดง เป็นต้น

คำว่า “อะโล” (Aloe) เป็นภาษากรีกโบราณ หมายถึงว่านหางจระเข้ ซึ่งแผลงมาจากคำว่า “Allal” มีความหมายว่า ฝาดหรือขมในภาษายิว ฉะนั้นเมื่อผู้คนได้ยินชื่อนี้ ก็จะทำให้นึกถึงว่านหางจระเข้ ว่านหางจระเข้เดิมเป็นพืชที่ขึ้นในเขตร้อนต่อมาได้ถูกนำไปแพร่พันธุ์ในยุโรปและเอเชีย โดยปลูกเพื่อใช้ในการเกษตรและการแพทย์ รวมถึงสำหรับการตกแต่งและปลูกเป็นต้นไม้กระถาง

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

ว่านหางจระเข้เป็นพืชชนิดหนึ่งที่พืชอวบน้ำลำต้นสั้นหรือไม่มีลำต้นสูง 10- 100 ซม. (24–39 นิ้ว) กระจายพันธุ์โดยตะเกียง ใบหนาอ้วนมีสีเขียวถึงเทา-เขียว บางสายพันธุ์มีจุดสีขาวบนและล่างของโคนใบ[3] ขอบใบเป็นหยักและมีฟันเล็กๆสีขาว ออกดอกในฤดูร้อนบนช่อเชิงลด สูงได้ถึง 90 ซm (35 in) ดอกเป็นดอกห้อย วงกลีบดอกสีเหลืองรูปหลอด ยาว 2–3 ซม. (0.8–1.2 นิ้ว) ว่านหางจระเข้ก็เหมือนพืชชนิดอื่นในสกุลที่สร้างอาร์บัสคูลาร์ไมคอร์ไรซา (arbuscular mycorrhiza) ขึ้น ซึ่งเป็นสมชีพที่ทำให้พืชดูดซึมสารอาหารและแร่ธาตุในดินได้ดีขึ้น

ว่านหางจระเข้ สมุนไพรสมานแผล รักษาโรค - พบแพทย์

ประโยชน์ภายนอก

1. รักษาแผลไฟไหม้และน้ำร้อนลวก โดยปอกเปลือกนอก นำวุ้นสดภายในใบไปล้างยางออกให้สะอาด แล้วนำไปประคบแผลตลอด 2 วันแรก จะช่วยบรรเทาอาการปวดแสบปวดร้อน สมานแผลให้เร็วขึ้น และไม่ทิ้งร่องรอยแผลเป็นอีกด้วย

2. ป้องกันและบรรเทารอยไหม้จากการออกแดด นำใบสด ๆ ของว่านหางจระเข้ผสมกับโลชั่นทาลงบนผิวหนังก่อนออกแดด จะช่วยป้องกันแสงแดดได้ แต่ถ้าหากเกิดรอยไหม้ขึ้นบนผิวหนังหลังออกแดดแล้ว ให้ใช้วุ้นที่ล้างสะอาดมาทาเพื่อลดอาการอักเสบ ถ้าจะให้ดีลองผสมกับน้ำมันพืช หรือน้ำมันมะกอก เพื่อลดอาการผิวแห้งตึงจนเกินไป

3. บรรเทารอยไหม้จากการฉายรังสีของผู้ป่วย โดยใช้วิธีการนำวุ้นว่านหางจระเข้ที่ล้างสะอาดมาประคบที่รอยไหม้จากการทำคีโม จะช่วยบรรเทาอาการปวดแสบปวดร้อน และทำให้ฟื้นตัวเร็วขึ้น

4. สมานแผลจากของมีคมและแผลถลอก หากได้รับบาดเจ็บจากของมีคม ใช้วุ้นจากว่านหางจระเข้ที่ยังมีเมือกอยู่ แปะลงไปบนแผล จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสมานแผลให้เร็วขึ้นได้

5. รักษาฝีและโรคริดสีดวงทวาร ทำความสะอาดบริเวณที่เกิดโรคให้แห้งแล้วนำวุ้นไปแปะลงบนแผล หากเป็นที่ทวารหนักให้ปอกวุ้นให้เป็นแท่งแล้วล้างให้สะอาด นำไปแช่เย็นให้แข็ง เพื่อสอดเหน็บในช่องทวารหนักวันละ 1-2 ครั้ง อาการริดสีดวงจะดีขึ้น

6. รักษาตาปลาและฮ่องกงฟุต นำเนื้อวุ้นที่ล้างทำความสะอาดแล้ว ไปแปะลงบริเวณที่เกิดโรค หมั่นเปลี่ยนเนื้อวุ้นบ่อย ๆ โดยหากเป็นตาปลาส่วนที่แห้งลงจะเกิดรูบุ๋มขึ้น ให้ใช้ว่านหางจระเข้ประคบต่อไปจนกว่ารอยบุ๋มจะสมานและเล็กลง ส่วนฮ่องกงฟุตให้ประคบด้วยว่านหางจระเข้เอาไว้จนกว่าแผลจะแห้งลงและอาการดีขึ้น

7. แก้ปวดศีรษะ ตัดใบสดจากต้นว่านหางจระเข้ แล้วนำปูนแดงทาบริเวณวุ้น ถือใบสดแล้วนำวุ้นผสมปูนแดงประคบบริเวณขมับหรือท้ายทอย ตามจุดที่ปวด จะช่วยบรรเทาอาการปวดศีรษะได้

8. บรรเทาอาการปวดฟัน ตัดเนื้อว่านหางจระเข้ออกเป็นแท่งเล็ก ๆ ประมาณ 2-3 เซนติเมตร นำไปเหน็บไว้ตามซอกฟันที่มีอาการปวด หรือประคบไว้ก็ได้ ใช้เวลาประมาณ 30 นาที อาการปวดจะค่อย ๆ บรรเทาล

ประโยชน์ภายใน

1. บรรเทาอาการปวดข้อ นำวุ้นว่านหางจระเข้ที่ล้างทำความสะอาดแล้วไปแช่ตู้เย็น และรับประทานเพื่อบรรเทาอาการปวดตามข้อต่าง ๆ โดยสามารถใช้ได้ทั้งเนื้อวุ้น และน้ำวุ้น หากอยากให้รับประทานง่ายขึ้น สามารถนำไปปั่นเป็นน้ำว่านหางจระเข้ ก็ช่วยบรรเทาอาการได้เช่นกัน

2. ใช้เป็นยาถ่าย โดยเลือกตัดว่านหางจระเข้พันธุ์เฉพาะที่ใบใหญ่และมีน้ำยางสีเหลืองในปริมาณมาก อายุประมาณ 9 เดือนขึ้นไป รองน้ำยางที่ไหลออกมาจากใบ แล้วนำไปเคี่ยวให้ข้น เทลงในพิมพ์ขนาดเล็กให้แข็งเป็นก้อนรับประทานเป็นยาได้ ซึ่งเม็ดยาจะมีสีแดงอมน้ำตาลไปจนถึงดำ เรียกว่า ยาดำ แบ่งรับประทานครั้งละประมาณ 0.25 กรัม (250 มิลลิกรัม) จะเป็นขนาดที่เหมาะสมในการใช้เป็นยาถ่าย หากต้องการรับประทานแบบสด ๆ ก็สามารถทำได้ โดยการตัดวุ้นที่ล้างสะอาดแล้วออกเป็นขนาด 3-4 เซนติเมตร แบ่งรับประทานวันละ 3 ครั้งหลังอาหาร

3. แก้กระเพาะอักเสบและลำไส้อักเสบ ปอกเปลือกว่านหางจระเข้ นำวุ้นที่ได้ไปล้างให้สะอาด แล้วนำมารับประทานครั้งละ 2 ช้อนโต๊ะ วันละ 2 ครั้ง จะช่วยบรรเทาอาการอักเสบของทางเดินอาหารได้

4. ป้องกันโรคเบาหวาน ตัดเนื้อว่านหางจระเข้ความยาวประมาณ 3-4 เซนติเมตร นำไปรับประทานทุกวัน หรือจะปั่นเป็นน้ำว่านหางจระเข้ เพื่อรับประทานก็ได้ โดยอาการเบาหวานจะทุเลาลงสำหรับผู้ที่เป็นในระยะแรก ส่วนผู้ที่ต้องการรับประทานเพื่อป้องกัน สามารถรับประทานในปริมาณที่น้อยลงได้

5. แก้และป้องกันอาการเมารถ-เมาเรือ ท่านที่มีปัญหาในการเดินทาง เกิดอาการเมารถ-เมาเรืออยู่เป็นประจำ ให้ลองรับประทานเนื้อวุ้นจากว่านหางจระเข้ หรือน้ำว่านหางจระเข้ ก่อนออกเดินทางจะช่วยบรรเทาให้เกิดอาการดังกล่าวน้อยลงได้ แต่หากเกิดอาการเมารถ-เมาเรือขึ้นแล้ว ลองทานน้ำว่านหางจระเข้เย็น ๆ ให้ชื่นใจ แล้วนั่งพักสักครู่ จะรู้สึกดีขึ้น

ประโยชน์ด้านความงาม

1. บำรุงเส้นผมให้เงางามและช่วยขจัดรังแค ตัดใบสดมาทาลงบนเส้นผม หรือถ้าไม่สะดวกให้นำวุ้นว่านหางจระเข้ไปปั่นให้ละเอียดจะได้ใช้ง่ายขึ้น จากนั้นนำมาชโลมผมให้ทั่วเพื่อให้ผมสลวยเงางาม หากนวดบริเวณรากผมจะช่วยให้รากผมเย็นลง ช่วยบำรุงหนังศีรษะ รักษาแผลบนศีรษะ และขจัดรังแคได้ด้วย

2. รักษาสิวและรอยด่างดำ ประโยชน์ข้อนี้คนที่อยากหน้าใสตั้งใจอ่านให้ดี เพราะว่านหางจระเข้มีฤทธิ์ช่วยยับยั้งการติดเชื้อ และมีกรดอ่อน ๆ ช่วยลดความมันบนใบหน้าได้ นำเนื้อวุ้นที่ล้างสะอาดทาบริเวณใบหน้าวันละ 2 ครั้ง ใช้เวลาสัก 1-2 เดือน จะเริ่มเห็นผลว่ารอยต่าง ๆ ดูจางลง

3. บำรุงผิวกาย เพียงแค่นำว่านหางจระเข้สด มาปอกเปลือกและล้างให้สะอาด จากนั้นหั่นเป็นชิ้นนำไปใส่ไว้ในถุงผ้าก๊อซขนาดเล็ก แล้วนำไปหย่อนไว้ในอ่างอาบน้ำ หรือถ้าไม่มีถุงผ้าก๊อซ ให้นำวุ้นไปแช่ไว้ในอ่างอาบน้ำเลยก็ได้เหมือนกัน โดยระหว่างอาบน้ำให้ใช้เนื้อวุ้นถูตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เน้นที่รอยแห้งกร้านอย่างข้อศอก หัวเข่า ส้นเท้า เป็นต้น จะช่วยให้ผิวพรรณเนียนนุ่ม และเต่งตึงขึ้น

4. เติมน้ำให้ผิว ความชุ่มชื้นในผิวหน้าและผิวกาย มักจะค่อย ๆ ลดลงตามวัย และไลฟ์สไตล์ของคุณ ซึ่งโดยส่วนใหญ่มักใช้ชีวิตกันอยู่ในห้องแอร์จนผิวขาดความชุ่มชื้น หากนำเนื้อวุ้นจากว่านหางจระเข้มาพอกหน้าก็เป็นอีกวิธีที่จะช่วยเติมน้ำให้ผิวของคุณได้ โดยล้างวุ้นให้สะอาด แล้วฝานบาง ๆ มาโปะให้ทั่วหน้า หลับตาพริ้มรอสัก 15 นาที ก็ไปล้างหน้าให้สะอาดได้ ผิวของคุณจะรู้สึกชุ่มชื้น เต่งตึงขึ้น หากจะใช้กับผิวกายให้ลองนำเนื้อไปปั่นหยาบ ๆ แล้วนำมาพอกตัว ก็ใช้ง่ายดีเหมือนกัน

ว่านหางจระเข้ทาหน้า

สูตรพอกหน้าด้วยว่านหางจระเข้

นอกจากสรรพคุณทางยาต่าง ๆ แล้ว ว่านหางจระเข้ก็ยังนำไปประยุกต์ใช้เพื่อความสวยความงามได้เช่นกัน

1. เนื้อวุ้นว่านหางจระเข้บด 1 ช้อนโต๊ะ, ดินสอพอง 2 ช้อนโต๊ะ, น้ำมะนาว 1 ช้อนชา, น้ำผึ้ง 1 ช้อนชา ผสมให้เข้ากันแล้วใช้พอกหน้าเพื่อลดความมัน และจุดด่างดำได้

2. เนื้อวุ้นว่านหางจระเข้บด 1 ช้อนโต๊ะ, ดินสอพอง 1 1/2 ช้อนโต๊ะ, ไข่ขาว 2 ช้อนโต๊ะ ผสมให้เข้ากันช่วยลดความมันบนใบหน้าได้ ทำให้เกิดสิวลดลง

3. เนื้อวุ้นว่านหางจระเข้บด 1 ช้อนโต๊ะ, ดินสอพอง 1 1/2 ช้อนโต๊ะ, น้ำแตงกวาสด 1-2 ช้อนโต๊ะ ผสมให้เข้ากันนำไปพอกหน้า จะช่วยลดความมันบนใบหน้า และช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ให้ผิวหน้าสดชื่นขึ้น

4. เนื้อวุ้นว่านหางจระเข้บด 1 ช้อนโต๊ะ, ดินสอพอง 1 ช้อนโต๊ะ, นมสด 1 1/2 ช้อนโต๊ะ ผสมให้เข้ากันแล้วนำไปพอกหน้า จะช่วยให้ใบหน้ากระจ่างใสขึ้น และลดความมันบนใบหน้าด้วย

5. เนื้อวุ้นว่านหางจระเข้ 1 ช้อนโต๊ะ, ขมิ้นผง 2 ช้อนชา, นมสด 1 1/2 ช้อนโต๊ะ ผสมให้เข้ากัน แล้วพอกหน้าเพื่อลดความมัน และเพิ่มความกระจ่างใส โดยสามารถฝานแตงกวาเป็นแว่นมาแปะไว้บริเวณรอบดวงตาก็ได้

ผลิตภัณฑ์จากว่านหางจระเข้

1. เจลว่านหางจระเข้ สรรพคุณ ใช้ทาเพื่อลดอาการบวม เป็นครีมทาใต้ตา บำรุงผิวหน้า เพิ่มความชุ่มชื้น ใช้ผสมกับส่วนผสมต่าง ๆ พอกหน้าแทนวุ้นว่านหางจระเข้ได้ ทั้งยังใช้ทาแผลพุพอง แผลสด เพื่อบรรเทาอาการปวดแสบปวดร้อนได้อีกด้วย เหมาะสำหรับผู้ที่เพิ่งผ่านการยิงเลเซอร์ และมีรอยไหม้แดงบนใบหน้า จะทำให้บรรทาอาการลงและฟื้นตัวเร็วขึ้น

2. ครีมว่านหางจระเข้ ก็มีสรรพคุณเดียวกันกับเจลว่านหางจระเข้ แตกต่างกันที่เนื้อผลิตภัณฑ์ ที่มีส่วนผสมของมอยส์เจอไรเซอร์เข้มข้นกว่า อาจไม่เหมาะกับผู้ที่มีหน้ามัน เพราะเนื้อครีมจะให้ความรู้สึกหนักกว่าเนื้อเจล แต่ค่อนข้างเหมาะกับผู้ที่มีหน้าแห้ง เพราะจะให้ความชุ่มชื้นที่มากกว่า

ทั้งนี้นอกจากเจลว่านหางจระเข้และครีมว่านหางจระเข้แบบทั่วไปแล้ว ยังถูกต่อยอดออกไปเป็นเจลล้างหน้าว่านหางจระเข้ เจลและครีมว่านหางจระเข้แบบผสมสารกันแดด นอกจากนี้ยังมีน้ำว่านหางจระเข้สำหรับดื่มอีกด้วย โดยสรรพคุณไม่แตกต่างจากว่านหางจระเข้สดมากนัก

ปักกิ่ง สุนัขในราชสำนักจีน

These look like two pekingese dogs | Chinese antiques, Foo dog, Lion dog

ประวัติของสุนัขพันธุ์ปักกิ่งนั้นไม่มีข้อมูลระบุแน่ชัดว่าถือกำเนิดขึ้นเมื่อใด แต่สืบได้ว่ามีสุนัขพันธุ์ปักกิ่งนี้อยู่ในราชสำนัก โดยอยู่ในสมัยราชวงศ์ถัง หรือราวศตวรรษที่ 8 โดยมีเรื่องเล่าว่า ในอดีต สุนัขพันธุ์ปักกิ่ง ถือเป็นสุนัขต้องห้าม กล่าวคือ จะเลี้ยงได้เฉพาะในราชสำนักเท่านั้น สุนัขพันธุ์นี้จะได้รับการปกป้องคุ้มครองสายพันธุ์ให้บริสุทธิ์อย่างเข้มงวด นั่นหมายถึงจะไม่มีการให้ผสมข้ามสายพันธุ์เด็ดขาด ถ้าใครคิดหาญขโมย มีโทษถึงตาย

นอกจากนี้ ปักกิ่ง ที่เป็นสุนัขประจำตัวของกษัตริย์ จะต้องถูกฝังไปพร้อมกับพระศพ หากกษัตริย์สิ้นพระชนม์ในขณะที่มันยังมีชีวิตอยู่ เนื่องจากชาวจีนเชื่อว่าปักกิ่งเป็นสายพันธุ์ศักดิ์สิทธิ์ จะต้องตามไปปกป้องกษัตริย์หลังความตาย สุนัขพันธุ์นี้ จึงถูกจดจำในฐานะสุนัขที่มีความภักดีต่อผู้เป็นนาย และถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์จีน รวมถึงถูกนำไปสร้างรูปจำลองแกะสลักวางไว้ตามวัดวาอารามต่าง ๆ ด้วย

ทั้งนี้ ใน ค.ศ.1860 อังกฤษชนะสงครามฝิ่นครั้งที่ 2 และเข้ายึดวังจักรพรรดิที่กรุงปักกิ่ง ซึ่งแม้ว่าจะเป็นช่วงเวลาที่เลวร้าย แต่ราชสำนักจีนก็ยังไม่วายมีสติพอที่จะสั่ง “ฆ่า” สุนัขพันธุ์ปักกิ่งทุกตัวที่มีอยู่ในวัง เพราะไม่อยากให้สุนัขสายพันธุ์ศักดิ์สิทธิ์ตกไปอยู่ในมือของฝรั่ง ทว่ามี สุนัขพันธุ์ปักกิ่ง 5 ตัว เหลือซ่อนอยู่ ว่ากันว่า เป็นสุนัขสุดโปรดของซูสีไทเฮา และเป็นสุนัขห้าตัวที่สวยที่สุด ดีที่สุดในแผ่นดินจีนสมัยนั้น และพวกมันถูกนำไปยังดินแดนของอังกฤษ ก่อนจะถูกถวายแด่สมเด็จพระราชินีวิคตอเรีย

3 ปี นับจากถูกนำตัวไปอังกฤษ สุนัขพันธุ์ปักกิ่ง ก็เริ่มปรากฎโฉมต่อสาธารณชน ซึ่งผู้คนต่างพากันสนใจทั้งในความสวยงามและประวัติอันน่าตื่นเต้นของสุนัขพันธุ์นี้ จากนั้นความนิยมในการเลี้ยง ปักกิ่ง ก็กระจายไปทั่วโลก โดยในสหรัฐอเมริกา มีการจดทะเบียนสุนัขพันธุ์ปักกิ่งไว้ใน American Kennel Club เมื่อปี ค.ศ.1906 ก่อนจะมีการจัดตั้ง Pakingese Club of America และลงทะเบียนเป็นสมาชิกใน American Kennel Club ในปี 1909 แสดงให้เห็นว่าคนอเมริกันให้ความนิยมชมชอบเจ้าสุนัขพันธุ์ปักกิ่งนี้อย่างมาก

ลักษณะ

ปักกิ่ง จะมีรูปร่างสมส่วน กะทัดรัด ท่วงท่าการเดินสง่างามอย่างยิ่ง ไม่ลุกลี้ลุกลน ลำตัวส่วนหน้าดูใหญ่ หนา ลำตัวส่วนหลังเล็กแคบกว่า มีลักษณะขนช่วงแผงคอยาวแผ่คล้ายสิงโต ซึ่งแม้จะดูตัวเล็ก แต่หากอุ้มจะรู้สึกหนักมากกว่าที่คิด เพราะโครงร่างของปักกิ่ง มีกล้ามเนื้อหนาและแข็งแรง กระดูกหนา โดยปกติจะมีน้ำหนักตัวอยู่ระหว่าง 10-14 ปอนด์ ทั้งตัวผู้และตัวเมีย ช่วงชีวิตเฉลี่ยประมาณ 14-17 ปี

Pekingese: 10 Fun Facts About This Ancient Chinese Dog Breed

มาตราฐานของสุนัขพันธ์ปักกิ่ง

กะโหลก หนาแบนและกว้าง

 จมูก สีดำ กว้าง สั้น อยู่ในตำแหน่งตรงกลางระหว่างตาพอดี

ตา ตากลมใหญ่ แต่ไม่โปน นัยน์ตาสีดำเข้มเป็นประกาย ขอบตาสีดำ ถ้าสุนัขมองตรง ๆ (ไม่เหลือกตา) จะต้องไม่เห็นตาขาว

  ใบหน้า โหนกแก้มสูงและกว้าง ขากรรไกรล่างและคางก็กว้างเช่นกัน

ปาก เป็นสีดำ ขากรรไกรล่างกว้างและยื่นออกเล็กน้อย ทำให้ฟันล่างเกยฟันบน แต่ริมฝีปากปิดชิดกันสนิท

ขน ยาว หนา และตรง ไม่หยิกเป็นคลื่น แบ่งเป็น 2 ชั้น ขนชั้นในจะแน่นและนุ่นกว่าขนชั้นนอก ขนที่แผงคอและช่วงไหล่จะยาวกว่าที่ส่วนอื่น ๆ

  ขา ขาสั้น กระดูกใหญ่ เท้าแบน

ลำตัว กะทัดรัด ส่วนหน้ากว้างกว่าส่วนหลัง เพราะซี่โครงกางออกมากกว่าอกกว้าง ลำตัวค่อย ๆ เรียวเล็กลงไปสู่ด้านหลัง มองเห็นเอวได้ชัดเจน แนวหลังตรง ไม่แอ่นเว้าหรือโค้งนูน มีลักษณะบึกบึนแข็งแรง

หาง โคนหางตั้งสูง ขนหนา ยาวและตรงลงมาที่ลำตัวทั้งสองข้าง

 

การดูแล

เนื่องจากสุนัขพันธ์ปักกิ่งนั้นมีขนหนาและขนยาว จำเป็นต้องได้รับการเอาใจใส่ดูแลอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง ผู้เลี้ยงควรแปรงขนและทำความสะอาดขนให้ปักกิ่งเป็นประจำ และยังต้องหมั่นทำความสะอาดบริเวณตา หู ตัดเล็บนิ้วเท้าให้สั้นอยู่เสมอ และควรจูงสุนัขพันธุ์ปักกิ่ง เดินออกกำลังกายสม่ำเสมอในระยะทางที่ไม่ไกลนัก ด้วยความจมูกสั้นแบน แถมยังจมลึกอยู่ระหว่างตาทั้งสองข้าง จึงทำให้ระบบการหายใจของปักกิ่งเป็นไปอย่างลำบาก สุนัขพันธุ์นี้ไม่สามารถทนต่อสภาพภูมิอากาศที่ร้อนชื้นได้ ฉะนั้น สุนัขพันธ์ปักกิ่ง จึงไม่เหมาะที่จะเลี้ยงนอกบ้าน หากเปิดแอร์ให้บ้างก็จะดีไม่น้อย และสถานที่เลี้ยง ปักกิ่ง ต้องเป็นสถานที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวกด้วย

The origins of the Pekingese dog began with the breeding in the Chinese  imperial court, perhaps as early as the Han … | Pekingese, Pekingese dogs,  Pekingese puppies