เทคนิคดูแลห้องน้ำ

แน่นอนว่าการทำความสะอาดบ้านเป็นอะไรที่บ้านใหนๆต้องใส่ใจอย่างแน่นอนแต่ก็ที่พลาดไม่ได้น่าจะเป็นห้องน้ำ ที่เราลงรายละเอียดกันวันนี้เราจึงจะมานำเสนอเทคนิคดูแลห้องน้ำ มาฝากกัน ไปดูกันเลย

อันดับแรกพื้นห้องน้ำใช้ผ้าเช็ดพื้นถูพื้นห้องน้ำให้หมาดหรือแห้งทุกครั้งหลังใช้งาน หรือเปิดประตูหน้าต่างห้องน้ำไว้ให้พื้นแห้ง เป็นการลดกลิ่น ป้องกันการหมักหมมได้ดี ถ้าหากร่องยาแนวมีสีดำขึ้น ให้ใช้น้ำเปล่า กับน้ำส้มสายชู ใส่ขวดสเปรย์แล้วฉีดทิ้งไว้ ใช้ฟองน้ำบิดน้ำหมาดๆ เช็ดอีกครั้ง

คราบหินปูนบนกระเบื้อง จัดการได้โดยใช้เกรียง ค่อยๆ แซะคราบหินปูนออกจนหมด แล้วเช็ดด้วยน้ำส้มสายชู หรือน้ำยาทำความสะอาดพื้น หากยังติดแน่น ลองใช้ผงคลอรีนที่ใช้ฆ่าเชื้อมาละลายน้ำเจือจาง ราดทิ้งไว้แล้วล้างออกแล้วลองขูดใหม่

ควรทำความสะอาดห้องน้ำทั้งพื้นและผนังเป็นประจำอย่างน้อยสัปดาห์ละ ครั้ง โดยเลือกใช้น้ำยาที่เหมาะสำหรับทำความสะอาดห้องน้ำ โดยที่ไม่ทำลายพื้นผิวของกระเบื้องหรือร่องยาแนว ผนังห้องน้ำหลังใช้ห้องน้ำทุกครั้ง ฉีดน้ำทำความสะอาดผนังก่อนทีคราบสบู่จะแห้งเป็นคราบฝังแน่น

แต่ถ้าเป็นคราบฝังแน่นหรือทำความสะอาดยากแล้ว ให้ใช้น้ำส้มสายชูผสมกับน้ำ และใช้ผ้าชุบแล้วเช็ดผนังบริเวณที่มีคราบสบู่ ล้างด้วยน้ำสะอาด และใช้ผ้าแห้งเช็ดอีกครั้ง หากยาแนวสีขาวแล้วเกิดจุดดำ ให้ใช้ยาสีฟันสูตรไวท์เทนนิ่งกับแปรงสีฟันเก่าๆ มาขัดออก

ส่วนที่เป็นกระจกคราบจาก สบู่ แชมพูสระผม โฟมโกนหนวด ยาสีฟันจากการแปรงฟัน ผลิตภัณฑ์พวกนี้ แม้จะละลายน้ำง่าย แต่หากสกปรกควรรีบเช็ดด้วยผ้าก่อนจะแห้งติด หากสกปรกมากจนเช็ดด้วยน้ำธรรมดาไม่ออก ให้ใช้น้ำยาเช็ดกระจก และใช้กระดาษหนังสือพิ มพ์ขัดให้สะอาด

หากกระจกหมองจากละอองน้ำและคราบไขมัน ให้เอาน้ำสบู่ผสมกับน้ำส้มสายชู นำผ้านุ่มๆ ชุบแล้วบีบให้หมาด เช็ดถูเบาๆ หรือใช้แอลกอฮอล์ ผสมน้ำหรือใช้น้ำยาเช็ดกระจกเช็ดรอยคราบออก

ประตูกั้นห้องอาบน้ำที่ทำด้วยกระจกหรือพีวีซี มักมีรอยด่างดำจากคราบสบู่ แก้ไขได้โดยเช็ดด้วยน้ำยาเช็ดกระจก และเช็ดคราบน้ำออกด้วยฟองน้ำหลังอาบน้ำทุกครั้ง

เฟอร์นิเจอร์และชั้นเก็บของในห้องน้ำตู้เก็บของเปิดออกมาเช็ดด้วยผ้าหมาด ทุกซอกทุกมุม ดูแลให้สะอาดและแห้งเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง

เช็ดขวดบรรจุภัณฑ์อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง อย่าให้เป็นแหล่งอาหาร และที่อยู่ของแมลง โดยเฉพาะที่รองสบู่ต้องขัดล้างคราบสบู่เสมอไม่ให้เป็นคราบสะสม

ชั้นวางผ้า ที่แขวนผ้าเช็ดตัว เช็ดให้สะอาด และใช้สำหรับผ้าที่ซักแล้วมาวางเพื่อรอใช้เท่านั้น ไม่ควรตากผ้าทิ้งไว้ที่ชั้นวางผ้าในห้องน้ำ

หากโถสุขภัณฑ์เป็นคราบปัสสาวะฝังแน่น ให้กดน้ำชักโครติดต่อกัน 2-3 ครั้ง จากนั้นใช้น้ำยาซักผ้าขาวเข้มข้นเทลงไป ใช้แปรงขัดแล้วล้างออกด้วยน้ำอีกครั้ง คราบก็จะหายไป แต่หากเป็นคราบหินปูนฝังแน่น ใช้น้ำส้มสายชูราดให้ทั่วแทน

กลิ่นเป็นส่วนหนึ่งของห้องน้ำสะอาด ป้องกันและดับกลิ่นโถปัสสาวะง่ายๆ ด้วยสเปรย์ดับกลิ่นทำเอง สำหรับอ่างล้างหน้านำผ้าสะอาดชุบน้ำส้มสายชูเล็กน้อย ถูให้ทั่วบริเวณพื้นผิวของอ่าง แล้วล้างออกด้วยน้ำสบู่อุ่นๆ จากนั้นค่อยล้างด้วยน้ำสะอาด

การทำความสะอาดที่ปลอดภัยต่ออ่างล้างหน้า ไม่ทำให้สีซีด หรือผุกร่อน ทำได้โดยนำผงบอแรกซ์ปริมาณครึ่งถ้วยเล็ก ผสมน้ำมะนาวครึ่งลูกคนให้เข้ากัน และนำฟองน้ำมาชุบส่วนผสม นำไปขัดให้ทั่วอ่าง อ่างล้างหน้าก็จะสะอาดหมดจด

อ่างอาบน้ำหลังอาบน้ำ ต้องเช็ดล้างคราบสบู่ทันที และล้างทำความสะอาดทุกครั้ง ถ้ามีคราบดำ ใช้สบู่ อย่างอ่อนกับฟองน้ำขัดล้างให้สะอาด เช็ดให้แห้ง อย่าให้มีน้ำขังอยู่ในอ่าง เพราะคราบสบู่จะสะสมฝังแน่นอย่างรวดเร็ว

ดูแลการระบายน้ำอย่าให้อุดตัน ก๊อกน้ำดูเเลรักษาผิวเคลือบของก็อกน้ำ ควรทำความสะอาดบ่อยๆ เเละสม่ำเสมอ ตัวก๊อกควรใช้น้ำยารักษาผิวโครเมี่ยม ทำความสะอาดอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้งเพื่อรักษาผิวให้เงางามอยู่เสมอ

คราบหมองบนก๊อกน้ำมักมาจากคราบไขมัน วิธีทำความสะอาดง่ายๆ เพียงเช็ดด้วยน้ำส้มสายชูที่มีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ ล้างคราบไขมัน ให้ก๊อกน้ำสะอาดมันวาวเหมือนใหม่แล้ว หรืออาจจะใช้มะนาวหั่นครึ่ง ค่อยๆ ถูก ก็จะได้กลิ่นสดชื่นเพิ่มขึ้นด้วย

ฝักบัวอาบน้ำทำความสะอาดหัวฝักบัวโดยผสมน้ำส้มสายชูกับน้ำอุ่น โดยแช่ไว้ในถุงพลาสติกรัดปากถุงทิ้งไว้ 1 คืน จากนั้นล้างออกด้วยน้ำสะอาดเช็ดด้วยผ้าสะอาดให้แห้ง

สายฉีดชำระสายชำระเป็นจุดรวมเชื้อโรคและสกปรกที่สุด วิธีทำความสะอาดคือ ใช้สก๊อตไบรท์ขัดถูบริเวณ รูสายชำระ

ทำความสะอาดง่ายๆ ก่อนใช้งานทุกครั้ง โดยควรฉีดน้ำออกจากสายชำระก่อนสักเล็กน้อย จากนั้นจึงใช้กระดาษทิชชูเช็ดให้แห้งและฉีดน้ำอีกทีก่อนใช้งานตามปกติ

ห้องน้ำในบ้านสวยอย่างเดียวคงไม่พอ ต้องสะอาดด้วยนะ หากมีเวลาจำกัดในเรื่องการทำความสะอาด ลองนำเทคนิคเหล่านี้ไปปรับใช้ได้

 

ผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง

การเลือกกินอาหารที่มีวิตามินซีสูง การรับประทานวิตามินซีอย่างน้อย 60 mg ต่อวันจะเพียงพอต่อความต้องการของคนปกติ แต่วิตามินซี  1000 mg ต่อวันจะช่วยเพิ่มภูมิต้านทานของร่างกายและบำรุงผิว เราจะมาบอกถึงผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง เพียงแค่เรารับประทานผลไม้เหล่านี้ทุกวันไข้หวัดคงไม่เข้ามาใกล้เราอย่างแน่นอน

ฝรั่ง

 

ฝรั่งก็จัดได้ว่าเป็นผลไม้อีกชนิดหนึ่งที่มีวิตามินซีสูง ในฝรั่ง 165 กรัมจะมีวิตามินซีถึง 377 mg  ซึ่งสูงกว่าส้มถึง 5 เท่า แถมยังมีวิตามินและแร่ธาตุอีกหลายชนิด การรับประทานฝรั่งควรรับประทานทั้งเปลือกเพื่อให้ได้รับคุณค่าสารอาหารในฝรั่งอย่างครบถ้วน อร่อยแล้วยังมีวิตามินอีกด้วย บางคนอาจจะเลือกทำให้ดื่มง่ายด้วยการทำเป็นน้ำฝรั่งดื่มก็ได้

กีวี่

กีวี่ก็เป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงเช่นกัน กีวี่ 1 ลูก100 กรัมจะไดรับวิตามินซี 105 mg  การรับประทานกีวี่วันละ 2 ผลจะช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ป้องกันโรคหวัด ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอละกระต้นการสร้างเซลล์ใหม่ๆให้เกิดขึ้น ได้ทั้งสุขภาพและผิวอีกด้วย

มะขามป้อม

มะขามป้อมมีวิตามินซีสูงมาก  ซึ่งถ้าเทียบกับแอ๊ปเปิ้ลมะขามป้อมจะมีวิตามินซีสูงกว่าถึง 160 เท่า ในมะขามป้อม 100 กรัม จะมีวิตามินซี 276 mg เพียงแค่เรารับประทานมะขามป้อมแค่วันละ 1 ผล ก็จะได้รับวิตามินซีที่เพียงพอในแต่ละวัน แถมวิตามินซีในมะขามป้อมนั้นจะไม่ลดลงถึงแม้ว่าผลของมันจะแห้งหรือถูกเก็บไว้นานๆ

ลิ้นจี่

ผลไม้พื้นบ้านของไทยที่หาง่ายตามฤดูกาลในลิ้นจี่ 100 กรัม มีวิตามินซี 71.5 mg ในตำราจีนโบราณได้นำลิ้นจี่มารักษาอาการหวัด ช่วยแก้อาการติดเชื้อในลำคอ บรรเทาอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย และบรรเทาอาการคัดจมูกอีกด้วย

มะละกอสุก

 

มะละกอเป็นผลไม้ที่นิยมรับประทานทั้งดิบและสุก ในมะละกอสุก 100 กรัม จะมีวิตามินซี 62 mg  ช่วยขับปัสสาวะแถมยังเป็นยาระบายอ่อนๆ ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง แถมยังเอามาทำประกอบอาหารยอดฮิตอย่างส้มตำกันอีกด้วย

สตรอว์เบอร์รี

เรียกได้ว่าทั้งสีสันและหน้าตา รสชาติจึงผลไม้หน้าตาดีที่คนนิยมอย่างมาก เพราะอร่อยและดีต่อสุขภาพ ในสตรอว์เบอร์รี 100 กรัม จะมีวิตามินซี 60 mg ช่วยป้องกันโรคหวัดและโรคต่างๆอีกทั้งยังช่วยบำรุงสายตาและลดอัตราการเสื่อมของจอประสาทตา

เงาะ

เงาะเป็นผลไม้รสหวารอร่อยที่มีวิตามินซีสูง เพราะใน เงาะ 100 กรัม จะมีวิตามินซี 53 mg ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ แต่การทานเงาะที่มากเกินไปอาจจะทำให้ท้องอืดหรือท้องผูกได้

มีผลไม้ของไทยยังมีอีกหลายชนิดที่มีวิตามินซีสูง การได้รับวิตามินซีที่เพียงพอต่อความต้องการในแต่ละวันจะช่วยให้ร่างกายของเราทำงานได้เป็นปกติ วิตามินซีที่ได้จากธรรมชาตินอกจากราคาไม่แพงแล้วยังมีสารอาหารอีกหลายชนิดที่ร่างกายได้ใช้ประโยชน์ เพื่อสุขภาพที่ดีควรทานผักผลไม้ให้เพียงพอในทุกๆวัน

 

นอนน้อยเป็นภัยเงียบ

             หลายคนคงชอบใช้ชีวิตแบบเป็นมนุษย์กลางคืนแต่อาจจะไม่รู้ตัวว่ามีสัณญาณอันตรายแฝงภัยเงียบมา ระยะเวลาการนอนที่เหมาะสมต้องนอนให้ครบวันละ 8 ชั่วโมง แต่หลายคนมักใช้ชีวิต ทำงานหนัก หรือติดโทรศัพท์ ติดเกมจนไม่ได้ให้ความสำคัญกับการนอนมากนัก และคิดว่าการนอนน้อย เรื่องใหญ่ โดยอาจไม่ทราบว่าการนอนหลับนั้นส่งผลต่อสุขภาพร่างกายของเราอย่างมาก ดังนั้นเรามาดูกันว่าความเสี่ยงที่เกิดจากการนอนน้อย นอนดึกนั้นมีอะไรบ้าง รวมถึงวิธีแก้ปัญหาการนอนดึกที่จะช่วยให้สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หรือกิจวัตรประจำวันเพื่อให้เราสุขภาพที่ดี

นอนน้อยเป็นแบบใหน

นอนน้อย คือ การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ โดยระยะเวลาการนอนที่เหมาะสมจะแตกต่างกันในแต่ละช่วงวัย ดังนี้

เด็กแรกเกิดควรนอน 20 ชั่วโมง

ขวบปีแรกควรนอน 12 ชั่วโมง

เด็กวัยประถมควรนอน 9-11 ชั่วโมง

อายุ 18-25 ปีควรนอน 7-9 ชั่วโมง

อายุ 26-64 ปีควรนอน 7-9 ชั่วโมง

อายุ 65 ปีขึ้นไป 7-8 ชั่วโมง
 

ความจริงแล้วอาจไม่จำเป็นต้องนอนหลับครบ 8 ชั่วโมงเสมอไป เพราะการนอนเพียง 5 ถึง 6 ชั่วโมงแบบหลับลึก ก็สามารถทำให้รู้สึกสดชื่นได้ 

อาการนอนหลับไม่เพียงพอ

ตื่นนอนแล้วรู้สึกไม่สดชื่น อยากจะนอนต่อ มีอาการง่วงในระหว่างวันอยู่เรื่อยๆ สามารถหลับไปภายในเวลา 5 นาที เมื่อมีโอกาสได้นอน

ปัญหาในการนอน

การนอนได้น้อย หรือนอนดึกนอนหลับไม่เพียงพออาจเกิดจากความผิดปกติของฮอร์โมนเมลาโทนิน ที่ช่วยให้ร่างกายควบคุมการนอน หรือตื่น ซึ่งมักจะมีปัญหา หรือได้รับผลกระทบมาจากสาเหตุอื่นๆ อย่างเช่น สภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม เช่น อยู่ในที่มีแสงสว่างมากเกินไป หรือมีเสียงดังเกินไป

การเปลี่ยนเวลานอน เจ็ตแล็ก เกิดขึ้นได้เมื่อต้องเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีโซนเวลาไม่เท่ากันทำให้ร่างกายปรับไม่ทัน ผลกระทบจากยาและแอลกอฮอล์ ยาบางชนิด หรือการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก่อนนอน อาจมีผลให้ไม่รู้สึกง่วง จนนอนดึกก็ได้

นอนดึก นอนไม่พอความดันต่ำและสูง

 การนอนหลับกับความดันโลหิตนั้นมีจุดที่เชื่อมโยงกัน คือ โดยปกติแล้วกลไกการทำงานของร่างกายในขณะที่นอนหลับสนิทจะมีผลให้ความดันโลหิตลดต่ำลง แต่การนอนหลับไม่เพียงพอจะทำให้ความดันสูงขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของโรคหัวใจ โดยจะพบว่าคนที่นอนน้อยจะมีความดันเลือดที่สูงมากผิดปกติ และมีความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจถึง 2 เท่า โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีอายุน้อยกว่า 60 ปี

โรคที่พบกับการนอนน้อย

โรคนอนไม่หลับเรื้อรัง ผู้ป่วยจะต้องใช้เวลาเกินกว่า 30 นาที ถึงจะสามารถหลับได้ หรืออาจมีอาการหลับๆ ตื่นๆ ทั้งคืน บางครั้งอาจสะดุ้งตื่นขึ้นกลางดึก แล้วจะไม่สามารถหลับได้อีกเลย โดยจะมีอาการดังกล่าวเป็นเวลามากกว่า 1 เดือนขึ้นไป 

โรคหัวใจ ร่างกายจะหลั่งสารโปรตีนออกมาในเวลาที่เราตื่น หากไม่ได้นอน ร่างกายจะผลิตโปรตีนออกมาซ้ำ ๆ จนโปรตีนเหล่านั้นจะเข้าไปเกาะที่หลอดเลือดหัวใจ ทำให้หลอดเลือดอุดตันและเกิดเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบในที่สุด

โรคเบาหวาน ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานอยู่แล้วจะได้รับผลกระทบโดยตรง เพราะร่างกายจะผลิตสารกลูโคส และอินซูลินออกมาเพิ่มมากขึ้น และอาจส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการดื้ออินซูลินได้

โรคซึมเศร้า การนอนไม่หลับเป็นหนึ่งในอาการที่พบได้เป็นอันดับแรกของโรคซึมเศร้า เพราะการนอนดึกจะส่งผลเสียต่ออารมณ์หลังตื่นนอน บางคนอาจมีอาการหงุดหงิด และมีอารมณ์แปรปรวนง่าย

โรคอ้วน การนอนน้อยจะกระตุ้นให้รู้สึกหิวอาหารที่มีไขมันและคาร์โบไฮเดรตสูงขึ้น ทำให้เกิดภาวะอ้วนได้ง่าย

นอนอย่างไรถึงจะเรียกว่าได้คุณภาพ

 รู้สึกสดชื่นหลังจากตื่นนอน หลับสนิท ไม่หลับๆ ตื่นๆ ตลอดทั้งคืน

นอนหลับด้วยจิตใจที่ผ่อนคลาย ไม่มีความเครียด

 วิธีแก้ปัญหาการนอนน้อย

             ให้เข้านอนเป็นเวลาสม่ำเสมอ อาบน้ำชำระร่างกายให้สดชื่นก่อนเข้านอน และไม่ออกกำลังกายก่อนเข้านอน รับแสงธรรมชาติให้เพียงพอระหว่างวันหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ หรืออาหารที่มีปริมาณไขมัน และน้ำตาลสูงก่อนนอน ปรับเปลี่ยนบรรยากาศในห้องนอนให้เหมาะแก่การนอนหลับ เช่น เย็นสบาย มืดสลัว และเงียบสงบ  ไม่ควรนอนเวลากลางวัน เพราะอาจจะทำให้กลางคืนนอนไม่หลับ

จะเห็นได้ว่าการนอนน้อยและนอนดึกนั้นส่งผลกระทบต่อร่างกายเป็นอย่างมาก ดังนั้นเราจึงควรหันมาใส่ใจเรื่องการนอนหลับพักผ่อนให้มากขึ้นเพื่อสุขภาพที่ดี และห่างไกลจากโรคร้าย การนอนหลับพักผ่อนที่ดีทำให้ร่างกาย จิตใจแจ่มใส สุขภาพแข็งแรง 

 

 

ชีวิตต้องนับ 1 ใหม่อีกครั้งเสมอ

 

       ทุกคนเคยโทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์ โน๊ตบุ๊คเคยเสียมั้ยคะ หรือมีปัญหาจนต้องรีเซ็ตระบบใหม่มั้ย บางอย่างนี้อาจจะส่งผลให้เหมือนเราต้องนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง เพราะข้อมูลต่างๆหายหมด ผลกระกระทบบางทีจะน้อยจะมากก็ไม่มีใครรู้และไม่มีใครอยากให้มันเกิดขึ้นหลอก แต่ถ้ามันเสีย หรือมันหายไปแล้ว เราก็ต้องบอกตัวเองว่าช่วยไม่ได้มันหายไปแล้วจะทำยังไง ก็ต้องซื้อใหม่หรือหาข้อมูลใหม่ เพิ่มใหม่อีกรอบ มันก็เหมือนกับการเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง  เราไว้ใจอะไรไม่ได้เสมอไปหลอกในชีวิต
     

      กับประโยคที่ว่า ไม่มีอะไรแน่นอนในชีวิต บางคนอาจเคลียด แต่เป็นเรื่องที่หนักหนาเกินไป การต้องเริ่มต้นใหม่ โดยอย่างคนไม่สมัครใจคงไม่มีใครอยากให้เกิด เช่น อกหัก โดนไล่ออก ถูกโกงจนหมดเนื้อหมดตัว ซึ่งข้อความข้างต้นเราลองพิจารณาเราพบว่าไม่มีใครอยู่ลำพัง หรือโดยไม่พึ่งพาใคร มันจึงเป็นเหตุที่ว่า มั่นคงต่อตนเอง เพียงใดก็ไม่อาจคาดหวังหรือบังคับให้อื่น มั่นคงไปพร้อมกับเราได้เสมอไป บางคนเป็นดารา เป็น Celeb ยังต้องพึ่งคนดูหรือแฟนคลับ และพึ่งพาสื่อโซเชี่ยวทุกอย่าง ทื่กล่าวเป็นเพียงแค่ภาพรวมอย่างง่ายในการพึ่งพา เพื่อจะบอกว่าเราไม่สามารถควบคุมอะไรเองได้ และชีวิตแบบที่พึ่งพา ใคร น้อยที่สุด ก็ยังมีธรรมชาติ ดินฟ้าอาศที่ยากจะคาด เพราะไม่มีอะไรแน่นอเสมอไปว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น เราจึงต้องเตรียมจำไว้เสมอ

อย่ากลัวการเริ่มต้นใหม่เสมอ
      หากเรามองย้อนกลับไปเราคงมีประสบการณ์การเริ่มใหม่กับอะไรใหม่ๆบ้าง เช่น หาที่ทำงานใหม่ เรียนรู้สิ่งใหม่ๆที่ยังไม่เคยทำมาก่อน หาเพื่อนใหม่ที่เข้ากับเราได้   เพียงสิ่งเหล่านี้อาจไม่ได้ทำคุณเดือดร้อนใจเท่าการที่ พังลงไป แล้วไม่สามารถเริ่มใหม่ เราอาจไม่ยอมรับ และยากจะทำใจได้ หากในตอนหรือตอนที่เรามีสติเราจะพบว่าเราแต่ผิดหวัง หรือเสียใจยังไม่คิดจะเริ่มใหม่ ยังจมอยู่กับความเศร้าตรงนั้น เหมือนทุกอย่างเป็นศูนย์ไปหมด ทุกอย่างเริ่มถอยหลังไปเลื่อยๆ
บางมุมหนึ่งแล้วที่จริงการเริ่มต้นใหม่มันอาจจะดีกว่าเราอยู่กับที่ การที่เราเดินไปเจอซอยตัน เราก็ต้อนถอยหลัง แต่ไม่ใช่ว่าเราจัไม่ได้ไปต่อ เราถอยไปทราจุดเริ่มต้นใหม่ เลี้ยวไปทางใหม่ที่ไม่ใช่ซอยเดิม แต่ไม่ใช่เรากลับไปสู่จุดเริ่มต้นหรือย้อนไปที่จุดเดิม

อยากเริ่มต้นใหม่แต่ทำไม่ได้
      ถ้าหลายคนคงมีความสุขคงไม่อยากเริ่มต้นใหม่ มันคงเป็นเรื่องที่ใครก็คิดแบบนี้ บางคนมีภาวะอยากเริ่มต้นใหม่แต่ทำไม่ได้ เหตุผลเพราะว่า ไม่เคยเตรียมไว้หรือไม่พร้อมต้องเรื่มต้นใหม่ เราจึงสร้างพันธะ หรือความผูกพันกับบางสิ่งบางอย่างไว้ จนถอยไม่ได้และออกจากจุดนั้นไปง่ายๆไม่ได้

พร้อมนับ 1 ใหม่ 
      คนที่พร้อมจะรับ 1 ใหม่ หลายคนอาจเกิดความทรงจำเป็นเหตุ เช่น ทุกอย่างล้อสลายไปแล้วทำอะไรไม่ได้ หรือบางคนเกิดการศูนย์เสียแล้วทำอะไรไม่ได้ แต่ในเมื่อไม่มีวันที่จะไม่เหลืออะไร อย่างน้อยก็มีความรู้ประสบการณ์พร้อมที่จะรับทอในการเริ่มต้นใหม่ ตัวอย่างเช่น กาเริ่มธุรกิจใหม่ บางคนอาจเลือกที่จะเซ้งร้านเดิมไปทำร้านใหม่หรือทำเลใหม่ หรือเลือกธุรกิจเดิม ไปทำธุรกิจใหม่ โดยไม่จำเป็นต้องทิ้งธุรกิจเดิมก็ได้ เช่นร้านกาแฟ ร้านอาหาร  แต่แต่ชื่อร้านใหม่ การจัดการธุรกิจใหม่หรือสูตรใหม่ การตกแต่งคอนเทนต่างๆใหม่ ปรับปรุงสิ่งที่เคยเรียนรู้จากเดิมเป็นสิ่งใหม่ๆ เพราะมันก็ดีกว่าย่ำอยู่กับที่แต่ไม่ไปไหนไม่มีอะไรทำให้ดีขึ้น และต้องดูให้ดีว่าการเริ่มต้นใหม่บนสิ่งแวดล้อมใหม่ ไม่ใช่แค่ปรับปรุง หรือแก้อะไรที่อยากจะเปลี่ยน เราต้องคำนึงถึงด้วยว่าถ้าเราจะก้าวไปอีกมันจะดีมัน การที่เราจะเริ่มใหม่อีกประโยชน์มันมีอะไรดีกว่าข้อผิดพลาดที่มันมีอยู่แล้วบ้าง ทุกอย่างนับ 1 ใหม่ได้เสมอถ้าเราคิดไตร่ตรองแล้ว

 

กลัวความตายมากๆ นั้นมาจาก….

ส่วนคนที่บอกว่ากลัวความตายมากๆ นั้นน่าจะมาจาก

1.มีสัญชาตญาณของความตายสูงทำให้นึกถึงความตายเรื่อยๆ และกลัวว่าจะลงมือทำตามสัญชาตญาณนั้นโดยที่ยังไม่อยากทำเพราะยังมีสติหรือมีความละอายใจ สาเหตุอาจเป็นเพราะมีจิตใต้สำนึกที่รู้สึกต่ำต้อยและไม่อยากมีชีวิตอยู่ ทำให้น้อยใจ อิจฉา โกรธคนอื่น แต่ก็ยังมีคุณธรรมอยู่ที่ไม่อยากทำร้ายตัวเองหรือคนอื่นที่ทำให้แค้นใจ

ทุกครั้งที่นึกถึงความตายของตัวเองหรือคนอื่นจึง “กลัว” ว่าจะลงมือทำอย่างนั้นจริงๆ ความรู้สึกรวมๆ จึงปรากฏออกมาว่า “กลัวความตาย

2.เป็นเพราะไม่รู้ว่าตายแล้วไปไหน จึงเกิดความกังวลและกลัวอนาคต

แต่ถ้าหากศึกษาธรรมะมากพอจะรู้ว่าชีวิตของคนเราเป็นวัฏสงสาร มีการเวียนว่ายตายเกิด เมื่อตายไปแล้วก็ต้องไปเกิดใหม่ในสภาพที่แตกต่างจากเดิมตามกรรมที่ได้กระทำไว้ในชาตินี้ ถ้าทำกรรมดีไว้มากชาติต่อไปก็จะเกิดในสภาวะที่ดีกว่าเดิม ถ้าทำกรรมชั่วก็จะไปเกิดในสภาวะที่แย่กว่าเดิม แต่ถ้ารู้ว่าตายแล้วไปไหนคงไม่กลัวหรอก แต่จะรีบทำความดีให้มากขึ้นเพราะเชื่อว่าจะได้ไปเกิดในที่ดีกว่าเดิม

3.เป็นโรความกลัว คือ การที่เรากลัวมากโดยไม่สามารถบอกได้เหมือนคนที่กลัวความสูง อดีตที่เราฝังใจกลัวมากๆ มาก่อน เช่น บทบาทลงโทษของพ่อแม่ หรือสิ่งแวดล้อม เหตุการณ์ในอดีตที่ไม่ดี ซึ่งต้องการการวิเคราะห์เพื่อแก้ไขสาเหตุต่อไป อาจจะทำให้ความกลัวลดน้อยลง

4.เป็นโรคกังวล คิดซ้ำๆ คิดถึงตัวเองในแง่ไม่ดี มองโลกในแง่ไม่ดี จึงนึกถึงความตายบ่อยมาก บางคนชอบปรุงแต่งอารมณ์ส่วนที่ไม่ดีมากเกินไปจึงกลัวความตายมากเกินปกติ

 

การแก้ไขลดความกลัวตายในทางจิตเวชก็ต้องแก้ที่สาเหตุดังกล่าวแล้ว

ถ้าเป็นในทางธรรมะจะสอนให้เรานึกถึงความตายบ่อยๆ นึกถึงสิ่งที่เป็นความธรรมดาในชีวิตอย่างอื่น 5 อย่างด้วยกัน คือ 1.ความแก่ 2.ความเจ็บป่วย 3.ความตาย 4.ความพลัดพรากจากสิ่งรัก-คนรัก

5.การรับผลของกรรมของตนเองทั้งดีและไม่ดีตามกฎแห่งกรรม

สิ่งเหล่านี้ให้เรียกว่าเป็นความธรรมดาไม่ใช่ความทุกข์ อย่าไปปรุงแต่งให้มันเป็นความทุกข์ เราก็จะมองดูว่ามันเป็นธรรมดาๆ ไม่น่ากลัวและไม่เป็นทุกข์ ใครๆ ก็ต้องพบ ทำตัวทำใจยอมรับดีกว่า

หรือถ้าจะลดความว้าวุ่นใจไม่ให้คิดมากก็อาจจะฝึกสมาธิ หัดคิดถึงการทำประโยชน์ให้คนอื่นให้มาก คิดว่าชีวิตทุกวันนี้เราจะทำดีเพื่อคนอื่นได้อย่างไรบ้างซึ่งเท่ากับเป็นการทำกรรมดีไปด้วย ก็จะทำให้ความคิดฟุ้งซ่านและความกลัวความตายลดน้อยลง

ลองทำตามคำแนะนำนี้ดูซิแล้วจะรู้ว่าความตายไม่น่ากลัวอย่างที่คิดหรอก