Search for:
วิธีกำจัดมดในหอพักด้วยวิธีธรรมชาติ

หลายคนเจอปัญหามดขึ้นที่พัก ทั้ง ๆ ที่เราอยู่ชั้นสูง แล้วมดมันตามขึ้นมาได้อย่างไร ยิ่งคิดนั้นยิ่งสงสัยว่าพวกมดรู้ได้อย่างไรว่าเราทำอาหารรสหวานหล่น แต่เรายังไม่ต้องคิดมากตรงนั้น เรามาหาวิธีกำจัดกันก่อน วันนี้เราจะเสนอวิธีแบบธรรมชาติ

1. น้ำส้มสายชู

น้ำส้มสายชูมีกลิ่นแรงมากสำหรับมด จึงเป็นวิธีกำจัดมดที่ได้ผล เพียงผสมน้ำส้มสายชูกับน้ำในอัตราส่วน 1:1 แล้วนำไปใส่ขวดสเปรย์และฉีดบริเวณที่มีมด รับรองมดจำกลิ่นไม่ได้

2. น้ำมะนาว

กลิ่นเปรี้ยวของมะนาวจะช่วยไล่มดให้เตลิดไปได้ เพียงนำน้ำมะนาวมาผสมกับน้ำเปล่าในอัตราส่วน 1:3 เพื่อทำเป็นสเปรย์ไล่มด แล้วนำไปฉีดตามบริเวณรังหรือเส้นทางที่มดเดินผ่าน

3. เปลือกส้ม

นำเปลือกส้มล้างน้ำแล้วตากแห้ง จากนั้น นำมาใส่ภาชนะแล้ววางไว้ตามจุดที่มีมด หรือนำเปลือกส้มสัก 2 ลูกมาปั่นผสมกับน้ำขนาด 250 มิลลิลิตร แล้วใส่ขวดสเปรย์เพื่อนำไปฉีดพ่นบริเวณที่มีมด กลิ่นหอมของเปลือกส้มจะทำให้มดขยาดและหนีไป

4. น้ำมันซินนามอนหรืออบเชย

นำซินนามอนไปวางไว้ตามซอกมุมประตูและทางเดินของมด หรือการนำน้ำมันซินนามอน 1 ช้อนชาผสมน้ำ 1 ถ้วย มาทาหรือเช็ดบริเวณทางเดินของมด ก็เป็นวิธีไล่มดในบ้านได้เป็นอย่างดีเพราะซินนามอนกลิ่นแรงมากสำหรับมด โดยสามารถใช้ได้ทั้งแบบน้ำมันและแบบแท่ง

5. น้ำมันยูคาลิปตัส

น้ำมันยูคาลิปเป็นน้ำมันหอมระเหยที่ให้ความรู้สึกสดชื่น พร้อมช่วยขจัดความเหนื่อยล้า เพิ่มการไหลเวียนของเลือดในสมอง ช่วยให้โล่งจมูก และหายใจได้สบายขึ้น วิธีนำมาทำสเปรย์ไล่มดก็ง่าย เพียงนำส่วนประกอบด้านล่างมาผสมใส่ขวดสเปรย์เท่านั้น

  • น้ำมันยูคาลิปตัส 10 หยด
  • น้ำยาล้างจาน 1 หยด
  • น้ำส้มสายชู ¼ ถ้วย
  • น้ำเปล่า 2 ถ้วย

6. กากกาแฟ

หากต้องการกำจัดมดตามกระถางต้นไม้หรือต้นไม้ในสวน สามารถกำจัดมดยกรังได้โดยนำกากกาแฟไปโรยที่ใต้โคนต้นไม้ วิธีกำจัดมดนี้ไม่เพียงทำให้มดอพยพหนีไป แต่ยังทำให้แมลงและศัตรูพืชไม่มากวนใจ อีกทั้งกากกาแฟหอมกรุ่นนี้ยังมีประโยชน์ช่วยบำรุงดอกไม้และพืชผักใบเขียวอีกด้วย

7. แป้ง

ไม่ว่าจะแป้งเด็กหรือแป้งเย็น ก็สามารถนำมาโรยตามทางเดินมดหรือจะโรยที่รังเพื่อกำจัดมดยกรังได้ เพราะแป้งจะไปรบกวนการหายใจและการสื่อสารของมด

 

วิธีกันมด ไม่ให้เข้ามาในบ้าน

1. ความสะอาด

หมั่นทำความสะอาดไม่ให้มีคราบอาหารติดหรือเศษอาหารตกหล่นในบ้านหลังทานอาหารเสร็จอยู่เสมอ เมื่อไม่มีอาหาร มดก็จะไม่มา

2. การกำจัดกลิ่นมด

เมื่อเดินผ่านที่ใด มดจะปล่อยน้ำเคมีที่มีกลิ่นทิ้งไว้เพื่อใช้ติดตามเส้นทางที่เคยเดินผ่านได้ ดังนั้น หลังจากที่ใช้วิธีกำจัดมดในข้างต้นแล้ว จึงจำเป็นต้องทำลายกลิ่นมดโดยนำสบู่มาผสมน้ำ หรือจะใช้น้ำมะนาวหรือน้ำยาทำความสะอาดทั่วไปก็ได้ แล้วใช้เทหรือเช็ดตามบริเวณเส้นทางเดินของมด เช่น เคาน์เตอร์ครัว โต๊ะอาหาร มดก็จะไม่สามารถหาร่องรอยกลับมาได้อีก

3. หนังยาง

วิธีไล่มดอีกวิธีหนึ่งคือให้มัดหนังยางหลายเส้นกับภาชนะอาหาร เช่น ถุง ถ้วย แก้ว หรือนำหนังยางจำนวนมากใส่ภาชนะแล้ววางภาชนะที่ใส่อาหารลงบนภาชนะที่ใส่หนังยาง กลิ่นของหนังยางจำนวนมากที่มดไม่ชอบนั้นจะสกัดกั้นไม่ให้มดมาเยือน

4. น้ำ

หากต้องวางอาหารทิ้งไว้ ให้นำพลาสติกมาห่อภาชนะหรือปิดฝาภาชนะ จากนั้น ใส่น้ำก๊อกในภาชนะอีกอัน (ห้ามใช้น้ำต้มเด็ดขาด เพราะมดจะมาเยือนและลงน้ำได้) แล้ววางภาชนะใส่อาหารลงในน้ำ แม้กลิ่นอาหารจะเล็ดลอดออกมาบ้าง มดก็จะไม่อาจกล้ำกรายเข้ามาได้

5. กลิ่นไล่มด

ตามวิธีกำจัดมดในบ้านในข้างต้น จะเห็นได้ว่า มดไม่ชอบกลิ่นมะนาว เปลือกส้ม น้ำมันซินนามอน และน้ำมันยูคาลิปตัส จึงสามารถนำสเปรย์กลิ่นเหล่านี้มาฉีดในตามบริเวณถังขยะและทางเดินเข้าออกของมดสักประมาณสัปดาห์ละครั้ง หรือแต่งบ้านโดยนำเปลือกส้ม เปลือกมะนาว หรือซินนามอนมาวางในถ้วยหรือแก้วสวย ๆ ก็จะช่วยป้องกันมดได้

รู้จัก “มด” และวิธีกำจัด จาก 5 สถานที่ๆ เราพบมัน

ปักกิ่ง สุนัขในราชสำนักจีน

These look like two pekingese dogs | Chinese antiques, Foo dog, Lion dog

ประวัติของสุนัขพันธุ์ปักกิ่งนั้นไม่มีข้อมูลระบุแน่ชัดว่าถือกำเนิดขึ้นเมื่อใด แต่สืบได้ว่ามีสุนัขพันธุ์ปักกิ่งนี้อยู่ในราชสำนัก โดยอยู่ในสมัยราชวงศ์ถัง หรือราวศตวรรษที่ 8 โดยมีเรื่องเล่าว่า ในอดีต สุนัขพันธุ์ปักกิ่ง ถือเป็นสุนัขต้องห้าม กล่าวคือ จะเลี้ยงได้เฉพาะในราชสำนักเท่านั้น สุนัขพันธุ์นี้จะได้รับการปกป้องคุ้มครองสายพันธุ์ให้บริสุทธิ์อย่างเข้มงวด นั่นหมายถึงจะไม่มีการให้ผสมข้ามสายพันธุ์เด็ดขาด ถ้าใครคิดหาญขโมย มีโทษถึงตาย

นอกจากนี้ ปักกิ่ง ที่เป็นสุนัขประจำตัวของกษัตริย์ จะต้องถูกฝังไปพร้อมกับพระศพ หากกษัตริย์สิ้นพระชนม์ในขณะที่มันยังมีชีวิตอยู่ เนื่องจากชาวจีนเชื่อว่าปักกิ่งเป็นสายพันธุ์ศักดิ์สิทธิ์ จะต้องตามไปปกป้องกษัตริย์หลังความตาย สุนัขพันธุ์นี้ จึงถูกจดจำในฐานะสุนัขที่มีความภักดีต่อผู้เป็นนาย และถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์จีน รวมถึงถูกนำไปสร้างรูปจำลองแกะสลักวางไว้ตามวัดวาอารามต่าง ๆ ด้วย

ทั้งนี้ ใน ค.ศ.1860 อังกฤษชนะสงครามฝิ่นครั้งที่ 2 และเข้ายึดวังจักรพรรดิที่กรุงปักกิ่ง ซึ่งแม้ว่าจะเป็นช่วงเวลาที่เลวร้าย แต่ราชสำนักจีนก็ยังไม่วายมีสติพอที่จะสั่ง “ฆ่า” สุนัขพันธุ์ปักกิ่งทุกตัวที่มีอยู่ในวัง เพราะไม่อยากให้สุนัขสายพันธุ์ศักดิ์สิทธิ์ตกไปอยู่ในมือของฝรั่ง ทว่ามี สุนัขพันธุ์ปักกิ่ง 5 ตัว เหลือซ่อนอยู่ ว่ากันว่า เป็นสุนัขสุดโปรดของซูสีไทเฮา และเป็นสุนัขห้าตัวที่สวยที่สุด ดีที่สุดในแผ่นดินจีนสมัยนั้น และพวกมันถูกนำไปยังดินแดนของอังกฤษ ก่อนจะถูกถวายแด่สมเด็จพระราชินีวิคตอเรีย

3 ปี นับจากถูกนำตัวไปอังกฤษ สุนัขพันธุ์ปักกิ่ง ก็เริ่มปรากฎโฉมต่อสาธารณชน ซึ่งผู้คนต่างพากันสนใจทั้งในความสวยงามและประวัติอันน่าตื่นเต้นของสุนัขพันธุ์นี้ จากนั้นความนิยมในการเลี้ยง ปักกิ่ง ก็กระจายไปทั่วโลก โดยในสหรัฐอเมริกา มีการจดทะเบียนสุนัขพันธุ์ปักกิ่งไว้ใน American Kennel Club เมื่อปี ค.ศ.1906 ก่อนจะมีการจัดตั้ง Pakingese Club of America และลงทะเบียนเป็นสมาชิกใน American Kennel Club ในปี 1909 แสดงให้เห็นว่าคนอเมริกันให้ความนิยมชมชอบเจ้าสุนัขพันธุ์ปักกิ่งนี้อย่างมาก

ลักษณะ

ปักกิ่ง จะมีรูปร่างสมส่วน กะทัดรัด ท่วงท่าการเดินสง่างามอย่างยิ่ง ไม่ลุกลี้ลุกลน ลำตัวส่วนหน้าดูใหญ่ หนา ลำตัวส่วนหลังเล็กแคบกว่า มีลักษณะขนช่วงแผงคอยาวแผ่คล้ายสิงโต ซึ่งแม้จะดูตัวเล็ก แต่หากอุ้มจะรู้สึกหนักมากกว่าที่คิด เพราะโครงร่างของปักกิ่ง มีกล้ามเนื้อหนาและแข็งแรง กระดูกหนา โดยปกติจะมีน้ำหนักตัวอยู่ระหว่าง 10-14 ปอนด์ ทั้งตัวผู้และตัวเมีย ช่วงชีวิตเฉลี่ยประมาณ 14-17 ปี

Pekingese: 10 Fun Facts About This Ancient Chinese Dog Breed

มาตราฐานของสุนัขพันธ์ปักกิ่ง

กะโหลก หนาแบนและกว้าง

 จมูก สีดำ กว้าง สั้น อยู่ในตำแหน่งตรงกลางระหว่างตาพอดี

ตา ตากลมใหญ่ แต่ไม่โปน นัยน์ตาสีดำเข้มเป็นประกาย ขอบตาสีดำ ถ้าสุนัขมองตรง ๆ (ไม่เหลือกตา) จะต้องไม่เห็นตาขาว

  ใบหน้า โหนกแก้มสูงและกว้าง ขากรรไกรล่างและคางก็กว้างเช่นกัน

ปาก เป็นสีดำ ขากรรไกรล่างกว้างและยื่นออกเล็กน้อย ทำให้ฟันล่างเกยฟันบน แต่ริมฝีปากปิดชิดกันสนิท

ขน ยาว หนา และตรง ไม่หยิกเป็นคลื่น แบ่งเป็น 2 ชั้น ขนชั้นในจะแน่นและนุ่นกว่าขนชั้นนอก ขนที่แผงคอและช่วงไหล่จะยาวกว่าที่ส่วนอื่น ๆ

  ขา ขาสั้น กระดูกใหญ่ เท้าแบน

ลำตัว กะทัดรัด ส่วนหน้ากว้างกว่าส่วนหลัง เพราะซี่โครงกางออกมากกว่าอกกว้าง ลำตัวค่อย ๆ เรียวเล็กลงไปสู่ด้านหลัง มองเห็นเอวได้ชัดเจน แนวหลังตรง ไม่แอ่นเว้าหรือโค้งนูน มีลักษณะบึกบึนแข็งแรง

หาง โคนหางตั้งสูง ขนหนา ยาวและตรงลงมาที่ลำตัวทั้งสองข้าง

 

การดูแล

เนื่องจากสุนัขพันธ์ปักกิ่งนั้นมีขนหนาและขนยาว จำเป็นต้องได้รับการเอาใจใส่ดูแลอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง ผู้เลี้ยงควรแปรงขนและทำความสะอาดขนให้ปักกิ่งเป็นประจำ และยังต้องหมั่นทำความสะอาดบริเวณตา หู ตัดเล็บนิ้วเท้าให้สั้นอยู่เสมอ และควรจูงสุนัขพันธุ์ปักกิ่ง เดินออกกำลังกายสม่ำเสมอในระยะทางที่ไม่ไกลนัก ด้วยความจมูกสั้นแบน แถมยังจมลึกอยู่ระหว่างตาทั้งสองข้าง จึงทำให้ระบบการหายใจของปักกิ่งเป็นไปอย่างลำบาก สุนัขพันธุ์นี้ไม่สามารถทนต่อสภาพภูมิอากาศที่ร้อนชื้นได้ ฉะนั้น สุนัขพันธ์ปักกิ่ง จึงไม่เหมาะที่จะเลี้ยงนอกบ้าน หากเปิดแอร์ให้บ้างก็จะดีไม่น้อย และสถานที่เลี้ยง ปักกิ่ง ต้องเป็นสถานที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวกด้วย

The origins of the Pekingese dog began with the breeding in the Chinese  imperial court, perhaps as early as the Han … | Pekingese, Pekingese dogs,  Pekingese puppies