สัญญาณเตือนว่าควรลดน้ำหนักได้แล้ว

สำหรับผู้น้ำหนักเพิ่มขึ้นจนไม่ทันตั้งตัว และเมื่อใดที่คุณต้องเผชิญกับสัญญาณเตือนจากร่างกายเหล่านี้ คุณไม่ควรนิ่งนอนใจ เพราะจะเป็นการบ่งบอกว่าคุณควรจะลดน้ำหนักลงได้แล้วก่อนที่สุขภาพจะพังจนอาจกลับมาแข็งแรงอีกครั้งไม่ได้ ซึ่งสัญญาณเตือนจากร่างกายที่คุณไม่ควรมองข้าม คือ

1.อึดอัดจนหายใจไม่คล่อง

เมื่อใดที่คุณเพลิดเพลินกับการกินอาหารแล้วรู้สึกร่างกายเริ่มหายใจไม่คล่อง มีความรู้สึกอึดอัด แน่นท้องและหน้าอก คุณควรหยุดการกินของตัวเองทันทีและเริ่มใช้วิธีการลดน้ำหนักแบบค่อยเป็นค่อยไป พร้อมลดและหลีกเลี่ยงอาหารทำลายสุขภาพให้มากที่สุด ปรับเปลี่ยนสู่อาหารใหม่ที่ปลอดภัยกว่าเดิม ซึ่งความอึดอัดนี้ไม่ได้บ่งบอกแค่เรื่องทานอาหารมากเกินไปเท่านั้น แต่ยังเป็นการเตือนว่าคุณอาจเสี่ยงต่อโรคเลือดหลอดตีบอีกด้วย

2.มีอาการกรนขณะหลับ

ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย ถ้าเริ่มมีอาการกรนในช่วงเวลากลางคืน พร้อมพัฒนาเสียงกรนที่ดังมากขึ้นเรื่อย ๆ จะถือว่าเป็นสัญญาณการบ่งบอกจากร่างกายว่ามีไขมันสะสมที่บริเวณรอบทางเดินหายใจที่เพิ่มมากขึ้น จนทำให้ช่องทางเดินอากาศแคบลง การหายใจในช่วงนอนจึงมีความยากลำบาก ส่งผลให้เกิดเป็นเสียงกรนที่เป็นสัญญาณเตือนอันน่ากลัวว่าคุณกำลังเสี่ยงต่อภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน

3.ปวดเมื่อยร่างกายบ่อยครั้ง

เมื่อน้ำหนักเพิ่มสูงขึ้นย่อมตามมาด้วยอาการเจ็บและปวดกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะในผู้ที่ไม่เคยออกกำลังกายเลย จะมีอาการเนื้อช้ำหรือผิวเกิดร่องรอยการช้ำขึ้นมาเอง รวมไปถึงอาการปวดกระดูกตามส่วนต่าง ๆ ไม่ว่าจะช่วงหลัง, สะโพก, เข่า และส่วนที่รองรับน้ำหนัก อาการปวดนี้จะพัฒนาไปเรื่อย ๆ และจะรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันของคุณได้มากเลยทีเดียว

4.หิวเร็วผิดปกติ

ถ้าคุณรู้สึกว่าตัวเองกินเท่าไหร่ก็ไม่อิ่มหรือกินจนพุงกางแล้วแต่ยังคงหิวเร็วและกินได้ตลอดเวลา จะถือว่าเป็นอีกหนึ่งสัญญาณเตือนจากร่างกายที่ทำให้คุณได้รู้ว่าอาหารที่กินเข้าไปนั้นเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ให้สารอาหารที่ไม่เพียงพอ ร่างกายจึงหิวโหยอยู่ตลอดเวลา ยิ่งกินมากเท่าไหร่ก็ได้แต่เพิ่มน้ำหนักขึ้นมากเท่านั้น แต่กลับไม่ช่วยให้ประโยชน์ใด ๆ ต่อร่างกายเลยแม้แต่น้อย

5.เจ็บหน้าอก

อาการเจ็บหน้าอกถือเป็นสัญญาณเตือนขั้นสุดของร่างกาย ที่จะบ่งบอกให้คุณได้รู้ว่าคุณอาจเสี่ยงต่อภาวะเส้นเลือดหัวใจอุดตัน รวมไปถึงอัตราการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติไปจากเดิมหรือบางคนอาจแทบไม่เคยได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองเลยแม้แต่น้อย มาพร้อมกับความรู้สึกเจ็บปวดที่หน้าอกซ้ายช่วงเวลานอนอยู่เสมอ ดังนั้นคุณจึงไม่ควรมองข้ามปัญหานี้และรีบพบแพทย์ให้เร็วที่สุด

ถ้าคุณเริ่มได้รับทั้ง สัญญาณเตือนนี้จากร่างกาย สิ่งที่คุณควรทำคือการปรับเปลี่ยนวิธีการรับประทานอาหาร การใช้ชีวิต และการออกกำลังกายใหม่ทั้งหมด เพื่อฟื้นฟูร่างกายให้กลับมาแข็งแรงอีกครั้ง พร้อมทำให้น้ำหนักอยู่ตัวอย่างยั่งยืน เพื่อป้องกันการเกิดโรคร้ายต่างๆ ที่จะตามมาในอนาคต

 

เส้นเลือดขอดที่ขา

เส้นเลือดขอดที่ขา คืออะไร

เส้นเลือดขอดที่ขา คือ การขอดตัวของหลอดเลือดดำที่ขาส่วนที่อยู่ตื้นใต้ผิวหนัง มักเริ่มเป็นที่บริเวณน่องโดยไม่มีอาการใดๆ เส้นเลือดขอดที่มีขนาดเล็กมากๆ ประมาณ 0-5 มิลลิเมตร จะมีลักษณะเหมือนใยแมงมุม มักมีสีแดง สีเขียว หรือสีม่วง ส่วนเส้นเลือดขอดที่มีขนาดอยู่ระหว่าง 1-3 มิลลิเมตร มักมีลักษณะเป็นเส้นสีเขียวใต้ผิวหนัง จัดเป็นเส้นเลือดขอดในระยะเริ่มต้น

เส้นเลือดขอดที่ขา เกิดจากอะไร

สาเหตุของการเกิดเส้นเลือดขอดที่ขา อาจมาจากการเสื่อมประสิทธิภาพของลิ้น ที่มีในหลอดเลือดดำของขา ทำให้การไหลเวียนของเลือดดำเสียไป เกิดการคั่งของเลือดดำในหลอดเลือด ส่งผลให้หลอดเลือดดำยืด ขยายตัว ตัวโป่งพอง และขดไปมา

ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดเส้นเลือดขอดที่ขา 

  • อายุ ยิ่งอายุมากขึ้น โอกาสเกิดโรคยิ่งสูงขึ้นจากการเสื่อมประสิทธิภาพของลิ้นในหลอดเลือดดำ
  • เพศ เพศหญิงมีโอกาสเกิดโรคสูงกว่าเพศชาย
  • หญิงตั้งครรภ์
  • น้ำหนัก ผู้ที่มีน้ำหนักมาก จะยิ่งมีโอกาสเป็นเส้นเลือดขอดที่ขา
  • พันธุกรรม พบโรคได้สูงขึ้นในคนมีประวัติครอบครัวเป็นโรคนี้
  • อาชีพ อาชีพที่ต้องยืนนานๆ หรือนั่งนานๆ ทั้งวัน
  • ขาดการออกกำลังกาย จะส่งผลให้กล้ามเนื้อขาเสื่อมประสิทธิภาพ ซึ่งกล้ามเนื้อขาถือเป็นปัจจัยสำคัญในการช่วยพยุงหลอดเลือดดำขา ช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือดของขา

 อาการของเส้นเลือดขอดที่ขา มีอะไรบ้าง

เส้นเลือดขอดที่ขามักเริ่มปรากฏที่น่องเป็นบริเวณแรก โดยที่ผู้ป่วยไม่มีอาการใดๆ เมื่อสังเกตดูจะเห็นเส้นเลือดโป่งพองนูนออกและขดไปมา บางรายอาจรู้สึกเมื่อยล้า ปวดกล้ามเนื้อ ปวดเมื่อยืนหรือนั่งเป็นเวลานาน ขาและเท้าบวม หรือเป็นตะคริวในตอนกลางคืน

เส้นเลือดขอดที่ขาที่เป็นอยู่นานอาจเกิดปัญหาแทรกซ้อนตามมา ส่วนมากจะเป็นการอักเสบของตัวเส้นเลือดขอดเอง นอกจากนี้ยังอาจเพิ่มโอกาสในการเกิดลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำ ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะหลอดเลือดขาอุดตันได้

 เราจะป้องกันการเกิดเส้นเลือดขอดที่ขาได้อย่างไร

  • หลีกเลี่ยงการยืนหรือนั่งเป็นเวลานานๆ ให้เปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ
  • หลีกเลี่ยงการสวมเสื้อผ้า กางเกง ถุงเท้า หรือถุงน่องที่รัดมากๆ เพราะจะทำให้เลือดไหลเวียนได้ไม่สะดวก
  • ไม่ใส่รองเท้าส้นสูงเป็นเวลานาน
  • ออกกำลังกายเป็นประจำ ทำให้กล้ามเนื้อขาแข็งแรง การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น
  • ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ

 

กินเค็มเสี่ยงตาย

ใครหลายๆคนคงเคยชินกับการกินรสเค็มเป็นรสชาติที่ทําให้อาหารอร่อยขึ้นจนหลายคนเผลอใจติดรสเค็มโดยไม่รู้ตัว รสเค็มมาจากเกลือ หรือที่รู้จักกันดีคือ โซเดียม ซึ่งเป็นแร่ธาตุชนิดหนึ่งที่มีความจําเป็นต่อร่างกาย โดยโซเดียม จะทําหน้าที่ควบคุมความสมดุลของของเหลวในร่างกาย รักษาระดับความดันโลหิตรวมทั้งช่วยในการทํางานของประสาทและกล้ามเนื้อ โซเดียมมีในอาหารเกือบทุกชนิด มีในอาหารธรรมชาติ ดังนั้นในชีวิตประจําวันแม้จะไม่ได้ปรุงอาหารเพิ่มเราก็ได้รับโซเดียมจากอาหารธรรมชาติแล้วประมาณ โดยใน 1 วันร่างกายไม่ควรรับโซเดียมเกิน 2,000 มิลลิกรัม การกินอาหารเค็มมากเกินไปมีผลต่อสุขภาพ ทําให้เสี่ยงต่อภาวะความดันโลหิตสูง ซึ่งทําให้เกิดโรคแทรกซ้อนอื่นๆ ตามมา

กินเค็ม เสี่ยงตาย

พบว่ามีผู้เสียชีวิตด้วยโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจขาดเลือด และโรคหลอดเลือดสมองใหญ่เพิ่มขึ้น และสถาบันโรคไต พบว่า ประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง 8 ล้านคน และยังมีผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้นปีละประมาณ 10,000 คน ซึ่งโรคกลุ่มนี้เกิดจากพฤติกรรมการบริโภคที่ไม่ถูกต้องกินอาหารรสเค็มจัดเป็นประจํา คือ บริโภคอาหารที่มีเกลือหรือโซเดียมสูง โดยเฉพาะจากเครื่องปรุงรสเค็ม ได้แก่ เกลือ น้ำปลา กะปิ ซีอิ๊วขาว ซอสปรุงรส ผงชูรส และผงปรุงรสต่างๆ รวมทั้งพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่เปลี่ยนแปลงไปนิยมอาหารจานด่วน อาหารสําเร็จรูปแช่แข็ง อาหารกึ่งสําเร็จรูป

ปรับพฤติกรรมการกินเค็ม

หากคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว หรือกินอาหารที่รสไม่เค็มเป็นประจํา อยู่แล้ว แต่ว่าโซเดียมนั้นไม่มีรสเค็มจัดเหมือนเกลือเสมอไป เพราะยังมีโซเดียมที่แฝงในเครื่องปรุงจําพวก ผงชูรส ผงปรุงรส ซุปก้อน ผงฟูที่ใช้ทําขนมปัง และสารกันบูดต่างๆ เป็นไปได้ว่าทุกคนล้วนมีโอกาสที่จะได้รับปริมาณโซเดียมเกินความต้องการของร่างกาย โดยไม่รู้ตัวแต่ผลกระทบที่กล่าวมาทั้งหมดนี้จะไม่เกิดขึ้นในระยะเวลาอันใกล้ แต่ถ้าหากเกิดขึ้นแล้วจะบั่นทอนทั้งสุขภาพกาย และสุขภาพจิตทําให้ขาดความสุขในการดําเนินชีวิตไป ควรปรับพฤติกรรมที่ลดความเสี่ยงต่อการได้รับโซเดียมเกินความต้องการของร่างกาย เพื่อลดความเสี่ยงการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังด้วยเทคนิคง่ายๆ ในการลดการกินเค็ม  ชิมก่อนปรุงทุกครั้ง ลดการเติมเครื่องปรุงรสในอาหารลดการกินอาหารแปรรูปต่างๆ เช่น ไส้กรอก หมูยอ เบคอน ผักดอง ผลไม้ดองปลาเค็ม ไข่เค็ม ลดการกินอาหารกึ่งสําเร็จรูป เช่น บะหมี่กึ่งสําเร็จรูป อาหารพร้อมบริโภคแช่แข็ง ลดความถี่และปริมาณน้ำจิ้มของอาหารที่มีน้ำจิ้มเช่น สุกี้ หมูกระทะ หอยทอด หลีกเลี่ยงการกินอาหารจานด่วน เพราะมีปริมาณโซเดียมสูง  ลดการกินขนมขบเคี้ยวที่มีรสเค็ม เช่น ข้าวเกรียบมันฝรั่งอบกรอบ ข้าวโพดอบกรอบ อ่านฉลากโภชนาการก่อนเลือกซื้อทุกครั้ง

เห็นได้ว่าการบริโภครสเค็มมากเกินไปอันตรายต่อสุขภาพเป็นอย่างมาก เราควรเลือกรับประทานให้พอเหมาะพอดี

ภัยเงียบของยาพาราที่ทำให้เย็นชาไม่รู้ตัว

          เป็นเรื่องเหลือเชื่ออีกเรื่องกับยาพาราเซตามอล ใช่ยาสามัญประจำบ้านที่หลายๆ คนต่างนึกถึงเป็นอันดับแรกเมื่อมีอาการเจ็บป่วย อาจจะทำให้เรากลายเป็นคนไม่รู้สึกรู้สาอะไรเย็นชาได้มากขึ้น เป็นยังไงไปดูกัน

 เวลาที่รู้สึกปวดหัวตัวร้อนเมื่อใด เราก็มักจะหยิบยาพาราเซตามอลมารับประทานตลอด แต่จะรู้ไหมว่าผลวิจัยล่าสุดในวันนี้ พบว่าการทานยาพาราเซตามอลสามารถทำให้เราไม่ค่อยรู้สึกรู้สาอะไรได้มากขึ้น แต่จะเป็นเพราะอะไรนั้นนำมาบอกกันเลยดีกว่า

          การศึกษาล่าสุดจากมหาวิทยาลัยรัฐโอไฮโอ ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ Psychological Science ได้แสดงให้เห็นว่า ยาพาราเซตามอลนั้นแม้จะช่วยบรรเทาอาการปวดได้แต่ก็มีผลข้างเคียง โดยทำให้การตอบสนองทางอารมณ์ของคนเราลดน้อยลง หรือจะเรียกง่ายๆ ทำให้คนเรามีอารมณ์เย็นชา เฉยเมยต่อสิ่งรอบข้างมากขึ้นนั่นเอง โดย Geoffrey Durso นักจิตวิทยาสังคมจากมหาวิทยาลัยรัฐโอไฮโอ ได้ทำการศึกษากับนักศึกษาที่เป็นอาสาสมัครกว่า 82 คน เพื่อค้นหาความแตกต่างทางอารมณ์ของผู้ที่รับประทานยาและไม่รับประทานยา ด้วยการแบ่งนักศึกษาออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งให้ทานยาพาราเซตามอลและอีกกลุ่มให้ทานยาแป้งในปริมาณที่เท่ากันคือ 1,000 มิลลิกรัม

 เมื่อผ่านไป 1 ชั่วโมงซึ่งเป็นเวลาที่ยาเริ่มออกฤทธิ์ Durso จึงเริ่มถามคำถาม โดยให้นักศึกษาทั้ง 2 กลุ่มดูภาพทั้งหมด 40 ภาพ 

และให้นักศึกษาแต่ละคนให้คะแนนความรู้สึกที่มีต่อภาพโดยให้คะแนนตามลำดับ คือ +5 หมายถึงความรู้สึกด้านบวกที่สุด และ -5 คือความรู้สึกด้านลบมากที่สุด

          ผลออกมาว่านักศึกษากลุ่มที่รับประทานยาพาราเซตามอล ให้คะแนนกับรูปที่มีอารมณ์ในแง่บวกและแง่ลบน้อยกว่าผู้ที่รับประทานยาแป้ง และเมื่อให้ทั้ง 2 กลุ่มประเมินว่าภาพที่ได้เห็นนั้นมีอิทธิพลต่ออารมณ์ของตนเองมากเท่าใด เรียงลำดับตั้งแต่ 1 – 10 ก็พบว่าผู้ที่รับประทานยาพาราเซตามอลนั้นมีผลคะแนนอยู่ที่ 5.85 ในขณะที่ผู้ที่รับประทานยาแป้งนั้นอยู่ที่ 6.76 แสดงให้เห็นว่ากลุ่มที่รับประทานยาพาราเซตามอลจะมีความรู้สึกต่อสิ่งต่างๆ น้อยกว่าคนที่ไม่ได้กินยาพาราเซตามอล ทั้งนี้ทีมนักวิจัยก็จะวางแผนที่จะทำการวิจัยถึงผลข้างเคียงทางอารมณ์กับยาแก้ปวดชนิดอื่นๆ อาทิเช่น ไอบูโพรเฟน และแอสไพรินว่าจะมีผลเช่นเดียวกับการรับประทานยาแอสไพรินหรือไม่ เพื่อจะได้หาสาเหตุของผลข้างเคียงนี้         

          แม้ว่าจะมีงานวิจัยออกมาอย่างนี้แล้ว แต่ก็ยังเป็นผลการวิจัยที่ยังไม่ชัดเจน 100 % ดังนั้นก็อย่าเพิ่งหวาดกลัวกันไปเลยดีกว่าค่ะ ระหว่างนี้ก็อย่ารับประทานยาพาราเซตามอลเกินความจำเป็น   รับประทานเกินขนาดเพื่อความปลอดภัยจะดีกว่า