7 อันดับ รถ HYBRID นวัตรกรรมใหม่จากทุกค่ายที่น่าสนใจในปี 2020

รถยนต์ไฮบริด HYBRID หรือ รถยนต์ประหยัดน้ำมันที่ใช้พลังงานไฟฟ้าเข้ามาช่วยอีกทาง ถือเป็นยานยนต์ทางเลือกที่ทั่วโลกให้ความสนใจ รวมถึงประเทศไทยที่พักหลังหลาย ๆ ผู้ผลิต เริ่มทยอยนำรถไฮบริดเข้ามาทดลองปล่อยลงตลาด ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้ขับขี่ไม่น้อยเลยทีเดียว

1. Toyota Altis Hybrid

Toyota Altis Hybrid ปล่อยรถไฮบริดมาถึง 3 รุ่นย่อยเลยทีเดียว สำหรับ Toyota Corolla Altis ที่เปิดตัวไปเมื่อปีที่แล้ว รถคอมแพกต์ยอดนิยมในบ้านเรา โดย Toyota ยังคงใช้ภาพลักษณ์ภายนอกที่เรียบง่าย ไม่หวือหวาเหมือนเดิม ส่วนขุมพลังเป็นเครื่องยนต์ไฮบริดเจอเนอเรชั่นที่ 4 ซึ่งช่วยลดการใช้พลังงานได้ 23.3 กิโลเมตร/ลิตร เมื่อผสานกับเครื่องเบนซิน 1.8 ลิตร ให้พละกำลังอยู่ที่ 122 แรงม้า
• Toyota Corolla Altis Hybrid ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 939,000 – 1,099,000 บาท

2. Honda Accord Hybrid

Honda Accord Hybrid เปิดตัวใหม่ช่วงกลางปีที่แล้วเช่นกัน สำหรับ All-new Honda Accord Hybrid รถยนต์ซีดานขนาดกลาง ซึ่งทาง Honda ได้ปรับดีไซน์ให้มีความสปอร์ตมากขึ้น มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว ให้กำลังรวมกันทั้งระบบ 215 แรงม้า
• Honda Accord Hybrid ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 1,639,000 – 1,799,000 บาท

3. Nissan Kicks e-POWER

Nissan Kicks e-POWER เป็น รถยนต์ SUV ขนาดเล็กตัวใหม่ของ Nissan ที่กำลังเปิดตัวในไทยเร็ว ๆ นี้ ซึ่งไฮไลต์อยู่ที่เครื่องยนต์ e-POWER อีกหนึ่งรูปแบบของไฮบริดที่เปลี่ยนน้ำมันเป็นพลังงานไฟฟ้า 100% แล้วเก็บสะสมไว้ที่แบตเตอรี่ ส่งผ่านไปยังมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 95 กิโลวัตต์เพื่อขับเคลื่อน ให้พลังได้ราว ๆ 122 แรงม้า ส่วนของราคาในประเทศไทยยังคงต้องรอกันต่อไป
• Nissan Kicks e-POWER ราคาเริ่มต้นของสหรัฐฯ อยู่ที่ประมาณ 620,000 – 700,000 บาท*

4. BMW 745Le xDrive M Sport

BMW 745Le xDrive M Sport รถยนต์ซีดานหรูรุ่นล่าสุดที่ประกอบในประเทศไทย แน่นอนว่ามาพร้อมกับเทคโนโลยีล้ำสมัยตามแบบฉบับ และระบบขับเคลื่อนปลั๊กอินไฮบริด (Plug-in Hybrid) ใหม่ ผนวกกำลังกับเครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบ ส่งมอบพลังได้สูงสุด 394 แรงม้า หากขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าสามารถทำความเร็วได้ถึง 140 กิโลเมตร/ชั่วโมง เดินทางได้ไกล 50-58 กิโลเมตรจากการทดสอบในต่างประเทศ
• BMW 745Le xDrive M Sport ราคา 6,439,000 บาท

5. Mercedes-Benz C 300 e AMG Dynamic

Mercedes-Benz C 300 e AMG Dynamic รถยนต์กลุ่ม EQ Power รุ่นประกอบในไทยและเปิดตัวเมื่อปีที่แล้ว ขุมพลังใช้เป็นเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 เสริมกำลังด้วยระบบปลั๊กอินไฮบริด ให้พลังสูงสุด 320 แรงม้า จุดที่โดดเด่นคือสามารถชาร์จแบตเตอรี่จากความจุ 10% จนเต็ม 100% ในระยะเวลาเพียง 1 ชั่วโมง 50 นาที เมื่อชาร์จด้วยเครื่องประจุไฟฟ้าวอลล์บอกซ์ของ Benz
• Mercedes-Benz C 300 e AMG Dynamic ราคา 3,215,000 บาท

6. Nissan X-trail

Nissan X-trail นับเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกของ รถยนต์ SUV ไฮบริด สำหรับ Nissan X-Trail ที่ออกมาสร้างความฮือในบ้านเราเมื่อต้นปีที่แล้ว กับดีไซน์ภายนอกใหม่ที่ดูทันสมัยขึ้น และเครื่องยนต์แบบไฮบริดขนาด 2.0 ลิตร พร้อมกำลังเสริมจากมอเตอร์ไฟฟ้าให้พลังรวมกันที่ 185 แรงม้า โดยตัวไฮบริดจะมีแค่ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อเท่านั้น
• Nissan X-trail 4WD Hybrid ราคาเริ่มต้นที่ 1,537,000 – 1,617,000 บาท

7. Toyota C-HR 2020

Toyota C-HR 2020 ครบรอบไมเนอร์เชนจ์ในปีนี้พอดี สำหรับ Toyota C-HR รถยนต์ซับคอมแพคท์ครอสโอเวอร์ที่ได้รับความนิยมในบ้านเรา ซึ่งทางยุโรปได้เผยโฉมออกมาแล้ว พร้อมวางวางเครื่องไฮบริดใหม่ 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 184 แรงม้า สำหรับประเทศไทยมีความเป็นไปได้ว่าเวอร์ชั่นไมเนอร์เชนจ์จะมาในอนาคตอันใกล้นี้ เพราะตลาดรถกลุ่มนี้ค่อนข้างคึกคัก แถมโฉมปัจจุบันมีรุ่นไฮบริดอยู่แล้วด้วย
• Toyota C-HR Hybrid ราคาเริ่มต้น 1,069,000 – 1,159,000 บาท (สำหรับโฉมปัจจุบัน)

 

7 อันดับสุดยอด รถที่แพงที่สุดแห่งปี 2020

อันดับที่ 7. Lamborghini Sian 3.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

รถระดับซูเปอร์คาร์รุ่นใหม่ล่าสุดจากค่ายกระทิงดุ Lamborghini Sian เปิดตัวครั้งแรกในงานแฟรงเฟิร์ต ออโตโชว์ปลายปี 2019 โดยเป็นรถยนต์รุ่นแรกของค่ายที่มากับเทคโนโลยีไฮบริด ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 63 คันเท่านั้น ตามเลขท้ายปีที่ก่อตั้งแบรนด์คือ 1963

Lamborghini Sian หัวใจบรรจุเครื่องยนต์แบบ V12สูบ ขนาด 6.5 ลิตร กำลังสูงสุด 819 แรงม้า (แรงที่สุดเท่าที่เคยสร้างรถมา) แรงบิดสูงสุด 720 นิวตันเมตร ผสานกำลังกับSupercapacitor 48V มอเตอร์ไฟฟ้ามีกำลัง34 แรงม้า ระบบเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด ขับเคลื่อนสี่ล้อ โครงสร้างตัวถังทำจากคาร์บนไฟเบอร์ทั้งคันและใช้เฟรมเป็นอลูมิเนียม อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลา 2.8 วินาที ความเร็วสูงสุดมากกว่า 350 กม./ชม.

อันดับที่ 6. Lamborghini Veneno 4.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

เพื่อเป็นการฉลองครบรอบ50ปีของแบรนด์ ในปี 2013 Lamborghini  Veneno รถสปอร์ตที่พัฒนาขึ้นเป็นพิเศษจากเวอร์ชั่นแข่งขันในสนามให้กลายมาเป็นรถที่สามารถวิ่งบนถนนและจดทะเบียนได้ตามกฎหมาย โดยอาศัยพื้นฐานจากรุ่น Aventador

เครื่องยนต์เป็นแบบ V12 สูบ ขนาด 6.5 ลิตร กำลังสุงสุด 750 แรงม้า ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด ขับเคลื่อนสี่ล้อ อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลา 2.8 วินาที ความเร็วสูงสุด 355 กม./ชม. โครงสร้างตัวถังทำจากคาร์บอนไฟเบอร์และวัสดุผสมพิเศษที่เป็นสิทธิบัตรเฉพาะของ Lamborghini โดย Lamborghini Veneno มี 2 เวอร์ชันคือคูเป้และโรดสเตอร์ ผลิตและจำหน่ายเพียง 3 คัน แน่นอนว่าขายหมดตั้งแต่เปิดตัว

อันดับที่ 5. Koenigsegg CCXR Trevita 4.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

แบรนด์รถระดับไฮเปอร์คาร์จากสวีเดน กับการเวอร์ชันพิเศษสุดด้วยเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดในยุคเมื่อแรกเปิดตัวปี 2008 ที่เรียกว่า The Koenigsegg Proprietary Diamond Weave ในการสร้างตัวถัง และด้วยความยากดังกล่าวทำให้รถรุ่นนี้มีผลิตขึ้นมาเพียง 2 คันเท่านั้น

เครื่องยนต์เป็นแบบV8 ขนาด 4.8 ลิตร ซูเปอร์ชาร์จ กำลังสูงสุด 1,018 แรงม้า แรงบิด 1080 นิวตันเมตร ส่งกำลังเป็นแบบพิเศษพร้อมลิมิเต็ดสลิป อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลา 2.9 วินาที ความเร็วสูงสุดเคลมไว้มากกว่า 410 กม./ชม. สำหรับหนึ่งในเจ้าของรถรุ่นนี้คือ ฟอร์ยเวลล์ เมเทอร์ จูเนียร์ นักมวยคนดัง

อันดับที่ 4. Maybach Exelero 8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

เวอร์ชันพิเศษตามโครงการ one-off ของDaimler-Chryler ในขณะนั้น(ปี 2004) สร้างขึ้นมาตามคำร้องขอของ Fulda ผู้ผลิตยางที่มีความสัมพันธ์อย่างยาวนานกับ Maybachเพื่อใช้ในการทดสอบยางสมรรถนะสูง โดยทีมวิศวกรของMercedes-Benz อาศัยโครงสร้างพื้นฐานจาก Maybach57 ในการพัฒนา Maybach Exelero

แม้พื้นฐานจะมาจากรุ่น 57 แต่ได้รับการพัฒนาเครื่องยนต์ใหม่เป็น 5.9 ลิตร(เดิม 5.6 ลิตร) เทอร์โบคู่ รีดกำลังสูงสุดได้ถึง 700 แรงม้า แรงบิด 1,000 นิวตันเมตร ความเร็วสูงสุดที่ทำได้มากกว่า 350 กม./ชม. จากการวิ่งทดสอบยางตามจุดมุ่งหมายในการสร้าง Maybach Exelero คันเดียวในโลกนี้ได้รับการยืนยันจากTopGearว่ามีการจำหน่ายในราคา 8 ล้านเหรียญโดยผู้ซื้อคือ Birdman แรพเปอร์ชื่อดัง

อันดับที่ 3. Bugatti Centodieci 8.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

อีกหนึ่งเวอร์ชันพิเศษจากBugatti แบรนด์รถหรูของฝรั่งเศส ที่เปิดตัวเมื่อต้นปี2020นี้ โดยสร้างขึ้นเพื่อฉลองการครบรอบ 110 ปีของตราสัญลักษณ์ Bugatti โดยหยิบเอาแนวคิดในการสร้างมาจากรุ่น EB110 ส่วนตัวรถอาศัยโครงสร้างพื้นฐานจากรุ่น Chiron มีกำหนดผลิตจำนวนจำกัดเพียง 10 คันเท่านั้น

Bugatti Centodieci ได้รับการปรับปรุงให้มีน้ำหนักรวมเบากว่า Chiron ราว 20 กิโลกรัม เครื่องยนต์ W16 สูบ วางกลาง ขนาด 8.0 ลิตร สี่เทอร์โบ กำลังสูงสุด 1,600 แรงม้า ขับเคลื่อน 4 ล้อ อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลา 2.4 วินาที ความเร็วสูงสุดถูกจำกัดไว้ที่ 380 กม./ชม. เหนืออื่นใดทั้ง 10 คันนั้นแม้จะมีราคาสูงมาก แต่มีว่าที่เจ้าของหมดเรียบร้อยแล้ว มีกำหนดส่งมอบภายใน2 ปี

อันดับที่ 2. Rolls-Royce Sweptail 12.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ครองตำแหน่งรถยนต์ที่แพงที่สุดหลังการเปิดตัวเมื่อปี 2017 กับโครงการ one-off ของรถแบรนด์หรูจากอังกฤษ โดยจุดเริ่มต้นมาจากลูกค้าที่ทรงคุณค่าหนึ่งคน เดินเข้ามาหาที่โรงงานแสดงความต้องอยากให้สร้างรถที่ความหรูหราพิเศษสุดอย่างไม่มีใครเหมือน

เวลาผ่านมา 4 ปีกับการทำงานร่วมกันระหว่างทีมวิศวกรและนักออกแบบของ Rolls-Royce กับลูกค้าคนดังกล่าว เราจึงได้เห็น Sweptail ออกมาตอบรับความต้องการนี้ ซึ่งแนวนิดในการสร้างมาจากเรือยอร์ช รายละเอียดส่วนใหญ่ค่อนข้างไม่เปิดเผย ฉะนั้นว่าหากคุณมีเงินมากพอ คุณสามารถที่จะเดินมาหา Rolls-Royce แล้วให้เขาสร้างรถอย่างที่คุณต้องการได้เหมือนเช่น Rolls-Royce Sweptail คันนี้

อันดับที่ 1. Bugatti La Voiture Noire 18.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

รถยนต์ที่แพงที่สุดในโลกเวลานี้ยังเป็นของแบรนด์จากฝรั่งเศส Bugatti La Voiture Noire ที่เปิดตัวเมื่อปี 2019 ที่อยู่ภายใต้โครงการ one-off โดยสร้างขึ้นเพื่อฉลองความสำเร็จในการออกแบบรถของBugatti โดยLa Voiture Noire ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบมาจากรุ่นType 57 SC Atlantic ที่ถือว่าเป็นตำนานรุ่นหนึ่งของ Bugatti

Bugatti La Voiture Noire อาศัยโครงสร้างพื้นฐานจากรุ่น Chiron แต่ได้รับการดีไซน์ตัวถังใหม่ทั้งหมด ขณะที่เครื่องยนต์ยังเหมือนเดิมโดยเป็นแบบ W16 สูบ วางกลาง ขนาด 8.0 ลิตร สี่เทอร์โบ กำลังสูงสุด 1,500 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 1,600 นิวตันเมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์ดูอัลคลัทช์ 7 สปีด ขับเคลื่อน 4 ล้อ

ว่านหางจระเข้ พืชที่ควรปลูกคู่บ้าน

 

ว่านหางจระเข้ สรรพคุณและประโยชน์ของว่านหางจระเข้ 40 ข้อ !

 

        ว่านหางจระเข้ เป็นต้นพืชที่มีเนื้ออิ่มอวบ จัดอยู่ในตระกูลลิเลียม (Lilium) แหล่งกำเนิดดั้งเดิมอยู่ในคาบสมุทรอาหรับ สายพันธุ์ของว่านหางจระเข้มีมากกว่า 300 สายพันธุ์ ซึ่งมีทั้งพันธุ์ที่มีขนาดใหญ่มากจนไปถึงพันธุ์ที่มีขนาดเล็กกว่า 10 เซนติเมตร ลักษณะพิเศษของว่านหางจระเข้ก็คือ มีใบแหลมคล้ายกับเข็ม เนื้อหนา และเนื้อในมีน้ำเมือกเหนียว ว่านหางจระเข้ผลิดอกในช่วงฤดูหนาว ดอกจะมีสีแตกต่างกัน เช่น เหลือง ขาว และแดง เป็นต้น

คำว่า “อะโล” (Aloe) เป็นภาษากรีกโบราณ หมายถึงว่านหางจระเข้ ซึ่งแผลงมาจากคำว่า “Allal” มีความหมายว่า ฝาดหรือขมในภาษายิว ฉะนั้นเมื่อผู้คนได้ยินชื่อนี้ ก็จะทำให้นึกถึงว่านหางจระเข้ ว่านหางจระเข้เดิมเป็นพืชที่ขึ้นในเขตร้อนต่อมาได้ถูกนำไปแพร่พันธุ์ในยุโรปและเอเชีย โดยปลูกเพื่อใช้ในการเกษตรและการแพทย์ รวมถึงสำหรับการตกแต่งและปลูกเป็นต้นไม้กระถาง

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

ว่านหางจระเข้เป็นพืชชนิดหนึ่งที่พืชอวบน้ำลำต้นสั้นหรือไม่มีลำต้นสูง 10- 100 ซม. (24–39 นิ้ว) กระจายพันธุ์โดยตะเกียง ใบหนาอ้วนมีสีเขียวถึงเทา-เขียว บางสายพันธุ์มีจุดสีขาวบนและล่างของโคนใบ[3] ขอบใบเป็นหยักและมีฟันเล็กๆสีขาว ออกดอกในฤดูร้อนบนช่อเชิงลด สูงได้ถึง 90 ซm (35 in) ดอกเป็นดอกห้อย วงกลีบดอกสีเหลืองรูปหลอด ยาว 2–3 ซม. (0.8–1.2 นิ้ว) ว่านหางจระเข้ก็เหมือนพืชชนิดอื่นในสกุลที่สร้างอาร์บัสคูลาร์ไมคอร์ไรซา (arbuscular mycorrhiza) ขึ้น ซึ่งเป็นสมชีพที่ทำให้พืชดูดซึมสารอาหารและแร่ธาตุในดินได้ดีขึ้น

ว่านหางจระเข้ สมุนไพรสมานแผล รักษาโรค - พบแพทย์

ประโยชน์ภายนอก

1. รักษาแผลไฟไหม้และน้ำร้อนลวก โดยปอกเปลือกนอก นำวุ้นสดภายในใบไปล้างยางออกให้สะอาด แล้วนำไปประคบแผลตลอด 2 วันแรก จะช่วยบรรเทาอาการปวดแสบปวดร้อน สมานแผลให้เร็วขึ้น และไม่ทิ้งร่องรอยแผลเป็นอีกด้วย

2. ป้องกันและบรรเทารอยไหม้จากการออกแดด นำใบสด ๆ ของว่านหางจระเข้ผสมกับโลชั่นทาลงบนผิวหนังก่อนออกแดด จะช่วยป้องกันแสงแดดได้ แต่ถ้าหากเกิดรอยไหม้ขึ้นบนผิวหนังหลังออกแดดแล้ว ให้ใช้วุ้นที่ล้างสะอาดมาทาเพื่อลดอาการอักเสบ ถ้าจะให้ดีลองผสมกับน้ำมันพืช หรือน้ำมันมะกอก เพื่อลดอาการผิวแห้งตึงจนเกินไป

3. บรรเทารอยไหม้จากการฉายรังสีของผู้ป่วย โดยใช้วิธีการนำวุ้นว่านหางจระเข้ที่ล้างสะอาดมาประคบที่รอยไหม้จากการทำคีโม จะช่วยบรรเทาอาการปวดแสบปวดร้อน และทำให้ฟื้นตัวเร็วขึ้น

4. สมานแผลจากของมีคมและแผลถลอก หากได้รับบาดเจ็บจากของมีคม ใช้วุ้นจากว่านหางจระเข้ที่ยังมีเมือกอยู่ แปะลงไปบนแผล จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสมานแผลให้เร็วขึ้นได้

5. รักษาฝีและโรคริดสีดวงทวาร ทำความสะอาดบริเวณที่เกิดโรคให้แห้งแล้วนำวุ้นไปแปะลงบนแผล หากเป็นที่ทวารหนักให้ปอกวุ้นให้เป็นแท่งแล้วล้างให้สะอาด นำไปแช่เย็นให้แข็ง เพื่อสอดเหน็บในช่องทวารหนักวันละ 1-2 ครั้ง อาการริดสีดวงจะดีขึ้น

6. รักษาตาปลาและฮ่องกงฟุต นำเนื้อวุ้นที่ล้างทำความสะอาดแล้ว ไปแปะลงบริเวณที่เกิดโรค หมั่นเปลี่ยนเนื้อวุ้นบ่อย ๆ โดยหากเป็นตาปลาส่วนที่แห้งลงจะเกิดรูบุ๋มขึ้น ให้ใช้ว่านหางจระเข้ประคบต่อไปจนกว่ารอยบุ๋มจะสมานและเล็กลง ส่วนฮ่องกงฟุตให้ประคบด้วยว่านหางจระเข้เอาไว้จนกว่าแผลจะแห้งลงและอาการดีขึ้น

7. แก้ปวดศีรษะ ตัดใบสดจากต้นว่านหางจระเข้ แล้วนำปูนแดงทาบริเวณวุ้น ถือใบสดแล้วนำวุ้นผสมปูนแดงประคบบริเวณขมับหรือท้ายทอย ตามจุดที่ปวด จะช่วยบรรเทาอาการปวดศีรษะได้

8. บรรเทาอาการปวดฟัน ตัดเนื้อว่านหางจระเข้ออกเป็นแท่งเล็ก ๆ ประมาณ 2-3 เซนติเมตร นำไปเหน็บไว้ตามซอกฟันที่มีอาการปวด หรือประคบไว้ก็ได้ ใช้เวลาประมาณ 30 นาที อาการปวดจะค่อย ๆ บรรเทาล

ประโยชน์ภายใน

1. บรรเทาอาการปวดข้อ นำวุ้นว่านหางจระเข้ที่ล้างทำความสะอาดแล้วไปแช่ตู้เย็น และรับประทานเพื่อบรรเทาอาการปวดตามข้อต่าง ๆ โดยสามารถใช้ได้ทั้งเนื้อวุ้น และน้ำวุ้น หากอยากให้รับประทานง่ายขึ้น สามารถนำไปปั่นเป็นน้ำว่านหางจระเข้ ก็ช่วยบรรเทาอาการได้เช่นกัน

2. ใช้เป็นยาถ่าย โดยเลือกตัดว่านหางจระเข้พันธุ์เฉพาะที่ใบใหญ่และมีน้ำยางสีเหลืองในปริมาณมาก อายุประมาณ 9 เดือนขึ้นไป รองน้ำยางที่ไหลออกมาจากใบ แล้วนำไปเคี่ยวให้ข้น เทลงในพิมพ์ขนาดเล็กให้แข็งเป็นก้อนรับประทานเป็นยาได้ ซึ่งเม็ดยาจะมีสีแดงอมน้ำตาลไปจนถึงดำ เรียกว่า ยาดำ แบ่งรับประทานครั้งละประมาณ 0.25 กรัม (250 มิลลิกรัม) จะเป็นขนาดที่เหมาะสมในการใช้เป็นยาถ่าย หากต้องการรับประทานแบบสด ๆ ก็สามารถทำได้ โดยการตัดวุ้นที่ล้างสะอาดแล้วออกเป็นขนาด 3-4 เซนติเมตร แบ่งรับประทานวันละ 3 ครั้งหลังอาหาร

3. แก้กระเพาะอักเสบและลำไส้อักเสบ ปอกเปลือกว่านหางจระเข้ นำวุ้นที่ได้ไปล้างให้สะอาด แล้วนำมารับประทานครั้งละ 2 ช้อนโต๊ะ วันละ 2 ครั้ง จะช่วยบรรเทาอาการอักเสบของทางเดินอาหารได้

4. ป้องกันโรคเบาหวาน ตัดเนื้อว่านหางจระเข้ความยาวประมาณ 3-4 เซนติเมตร นำไปรับประทานทุกวัน หรือจะปั่นเป็นน้ำว่านหางจระเข้ เพื่อรับประทานก็ได้ โดยอาการเบาหวานจะทุเลาลงสำหรับผู้ที่เป็นในระยะแรก ส่วนผู้ที่ต้องการรับประทานเพื่อป้องกัน สามารถรับประทานในปริมาณที่น้อยลงได้

5. แก้และป้องกันอาการเมารถ-เมาเรือ ท่านที่มีปัญหาในการเดินทาง เกิดอาการเมารถ-เมาเรืออยู่เป็นประจำ ให้ลองรับประทานเนื้อวุ้นจากว่านหางจระเข้ หรือน้ำว่านหางจระเข้ ก่อนออกเดินทางจะช่วยบรรเทาให้เกิดอาการดังกล่าวน้อยลงได้ แต่หากเกิดอาการเมารถ-เมาเรือขึ้นแล้ว ลองทานน้ำว่านหางจระเข้เย็น ๆ ให้ชื่นใจ แล้วนั่งพักสักครู่ จะรู้สึกดีขึ้น

ประโยชน์ด้านความงาม

1. บำรุงเส้นผมให้เงางามและช่วยขจัดรังแค ตัดใบสดมาทาลงบนเส้นผม หรือถ้าไม่สะดวกให้นำวุ้นว่านหางจระเข้ไปปั่นให้ละเอียดจะได้ใช้ง่ายขึ้น จากนั้นนำมาชโลมผมให้ทั่วเพื่อให้ผมสลวยเงางาม หากนวดบริเวณรากผมจะช่วยให้รากผมเย็นลง ช่วยบำรุงหนังศีรษะ รักษาแผลบนศีรษะ และขจัดรังแคได้ด้วย

2. รักษาสิวและรอยด่างดำ ประโยชน์ข้อนี้คนที่อยากหน้าใสตั้งใจอ่านให้ดี เพราะว่านหางจระเข้มีฤทธิ์ช่วยยับยั้งการติดเชื้อ และมีกรดอ่อน ๆ ช่วยลดความมันบนใบหน้าได้ นำเนื้อวุ้นที่ล้างสะอาดทาบริเวณใบหน้าวันละ 2 ครั้ง ใช้เวลาสัก 1-2 เดือน จะเริ่มเห็นผลว่ารอยต่าง ๆ ดูจางลง

3. บำรุงผิวกาย เพียงแค่นำว่านหางจระเข้สด มาปอกเปลือกและล้างให้สะอาด จากนั้นหั่นเป็นชิ้นนำไปใส่ไว้ในถุงผ้าก๊อซขนาดเล็ก แล้วนำไปหย่อนไว้ในอ่างอาบน้ำ หรือถ้าไม่มีถุงผ้าก๊อซ ให้นำวุ้นไปแช่ไว้ในอ่างอาบน้ำเลยก็ได้เหมือนกัน โดยระหว่างอาบน้ำให้ใช้เนื้อวุ้นถูตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เน้นที่รอยแห้งกร้านอย่างข้อศอก หัวเข่า ส้นเท้า เป็นต้น จะช่วยให้ผิวพรรณเนียนนุ่ม และเต่งตึงขึ้น

4. เติมน้ำให้ผิว ความชุ่มชื้นในผิวหน้าและผิวกาย มักจะค่อย ๆ ลดลงตามวัย และไลฟ์สไตล์ของคุณ ซึ่งโดยส่วนใหญ่มักใช้ชีวิตกันอยู่ในห้องแอร์จนผิวขาดความชุ่มชื้น หากนำเนื้อวุ้นจากว่านหางจระเข้มาพอกหน้าก็เป็นอีกวิธีที่จะช่วยเติมน้ำให้ผิวของคุณได้ โดยล้างวุ้นให้สะอาด แล้วฝานบาง ๆ มาโปะให้ทั่วหน้า หลับตาพริ้มรอสัก 15 นาที ก็ไปล้างหน้าให้สะอาดได้ ผิวของคุณจะรู้สึกชุ่มชื้น เต่งตึงขึ้น หากจะใช้กับผิวกายให้ลองนำเนื้อไปปั่นหยาบ ๆ แล้วนำมาพอกตัว ก็ใช้ง่ายดีเหมือนกัน

ว่านหางจระเข้ทาหน้า

สูตรพอกหน้าด้วยว่านหางจระเข้

นอกจากสรรพคุณทางยาต่าง ๆ แล้ว ว่านหางจระเข้ก็ยังนำไปประยุกต์ใช้เพื่อความสวยความงามได้เช่นกัน

1. เนื้อวุ้นว่านหางจระเข้บด 1 ช้อนโต๊ะ, ดินสอพอง 2 ช้อนโต๊ะ, น้ำมะนาว 1 ช้อนชา, น้ำผึ้ง 1 ช้อนชา ผสมให้เข้ากันแล้วใช้พอกหน้าเพื่อลดความมัน และจุดด่างดำได้

2. เนื้อวุ้นว่านหางจระเข้บด 1 ช้อนโต๊ะ, ดินสอพอง 1 1/2 ช้อนโต๊ะ, ไข่ขาว 2 ช้อนโต๊ะ ผสมให้เข้ากันช่วยลดความมันบนใบหน้าได้ ทำให้เกิดสิวลดลง

3. เนื้อวุ้นว่านหางจระเข้บด 1 ช้อนโต๊ะ, ดินสอพอง 1 1/2 ช้อนโต๊ะ, น้ำแตงกวาสด 1-2 ช้อนโต๊ะ ผสมให้เข้ากันนำไปพอกหน้า จะช่วยลดความมันบนใบหน้า และช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ให้ผิวหน้าสดชื่นขึ้น

4. เนื้อวุ้นว่านหางจระเข้บด 1 ช้อนโต๊ะ, ดินสอพอง 1 ช้อนโต๊ะ, นมสด 1 1/2 ช้อนโต๊ะ ผสมให้เข้ากันแล้วนำไปพอกหน้า จะช่วยให้ใบหน้ากระจ่างใสขึ้น และลดความมันบนใบหน้าด้วย

5. เนื้อวุ้นว่านหางจระเข้ 1 ช้อนโต๊ะ, ขมิ้นผง 2 ช้อนชา, นมสด 1 1/2 ช้อนโต๊ะ ผสมให้เข้ากัน แล้วพอกหน้าเพื่อลดความมัน และเพิ่มความกระจ่างใส โดยสามารถฝานแตงกวาเป็นแว่นมาแปะไว้บริเวณรอบดวงตาก็ได้

ผลิตภัณฑ์จากว่านหางจระเข้

1. เจลว่านหางจระเข้ สรรพคุณ ใช้ทาเพื่อลดอาการบวม เป็นครีมทาใต้ตา บำรุงผิวหน้า เพิ่มความชุ่มชื้น ใช้ผสมกับส่วนผสมต่าง ๆ พอกหน้าแทนวุ้นว่านหางจระเข้ได้ ทั้งยังใช้ทาแผลพุพอง แผลสด เพื่อบรรเทาอาการปวดแสบปวดร้อนได้อีกด้วย เหมาะสำหรับผู้ที่เพิ่งผ่านการยิงเลเซอร์ และมีรอยไหม้แดงบนใบหน้า จะทำให้บรรทาอาการลงและฟื้นตัวเร็วขึ้น

2. ครีมว่านหางจระเข้ ก็มีสรรพคุณเดียวกันกับเจลว่านหางจระเข้ แตกต่างกันที่เนื้อผลิตภัณฑ์ ที่มีส่วนผสมของมอยส์เจอไรเซอร์เข้มข้นกว่า อาจไม่เหมาะกับผู้ที่มีหน้ามัน เพราะเนื้อครีมจะให้ความรู้สึกหนักกว่าเนื้อเจล แต่ค่อนข้างเหมาะกับผู้ที่มีหน้าแห้ง เพราะจะให้ความชุ่มชื้นที่มากกว่า

ทั้งนี้นอกจากเจลว่านหางจระเข้และครีมว่านหางจระเข้แบบทั่วไปแล้ว ยังถูกต่อยอดออกไปเป็นเจลล้างหน้าว่านหางจระเข้ เจลและครีมว่านหางจระเข้แบบผสมสารกันแดด นอกจากนี้ยังมีน้ำว่านหางจระเข้สำหรับดื่มอีกด้วย โดยสรรพคุณไม่แตกต่างจากว่านหางจระเข้สดมากนัก